
การศึกษาที่ถูกทาง
ภาครัฐพยายามผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ตั้งแต่ปี 2507 และสามารถเริ่มนำร่องได้ในปี 2533 โดยปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยทยอยออกนอกระบบอย่างต่อเนื่องรวมทั้งหมดแล้ว 20 แห่ง
ภาครัฐพยายามผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ตั้งแต่ปี 2507 และสามารถเริ่มนำร่องได้ในปี 2533 โดยปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยทยอยออกนอกระบบอย่างต่อเนื่องรวมทั้งหมดแล้ว 20 แห่ง
นโยบายการปรับเปลี่ยนให้สถาบันอุดมศึกษามีความเป็นอิสระจากกลไกรัฐ ก็เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ทั้งเรื่องการจัดการงบประมาณ การบริหารงานบุคลากร สามารถออกระเบียบใช้ในสถาบันเอง โดยเฉพาะการข้ามข้อจำกัดเรื่องกฎเกณฑ์ของทางราชการ
มาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติไว้ตอนหนึ่งว่า การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวก็เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีการบริหารจัดการศึกษาที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล มีความรับผิดชอบดำเนินภารกิจอย่างมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ มีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐสามารถกำกับดูแลและตรวจสอบได้
ผ่านมากว่า 2 ทศวรรษ จนถึงปี 2559 ทั้งคุณภาพและประสิทธิภาพของระบบการศึกษาไทยก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ภาคอุตสาหกรรมยังคงขาดแคลนแรงงานมีฝีมือจำนวนมาก เพราะบัณฑิตจบใหม่แต่ละสาขาในแต่ละปีร่วมแสนคนไม่สอดคล้องความต้องการตลาดแรงงาน
ทุกภาคส่วนจึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษาโดยด่วน เพราะนอกจากภาวะการตกงานจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจแล้ว ยังจะฉุดรั้งการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในอนาคตอีกด้วย
อย่างไรก็ดี โจทย์ดังกล่าวถูกตีความสาเหตุของปัญหาจากภาครัฐว่า เป็นเพราะเด็กเลือกเรียนสายสังคมศาสตร์มากกว่าสายวิทยาศาสตร์ รวมทั้งยังให้ความสนใจเรียนสายอาชีพน้อย ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการก็เตรียมเสนอให้หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 มาแก้ปัญหาบัณฑิตสายสังคมล้นตลาด
คำถามก็คือ นโยบายผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบก็มาจากกระทรวงศึกษาธิการ แล้วเหตุใดคุณภาพการศึกษายิ่งต่ำเตี้ยลงทุกวัน ใครเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาชาติ แต่กลับไม่เป็นมรรคเป็นผล ทำไมการตัดสินใจเลือกเรียนคณะใดคณะหนึ่งจึงกลายเป็นความผิดของเด็ก ทั้งๆ ที่เป็นทางเลือกที่ถูกกำหนดขึ้นโดยสถาบันการศึกษาในกำกับของรัฐ
ผู้ใหญ่ควรยอมรับความจริงหรือไม่ว่า สาเหตุที่เยาวชนเลือกอนาคตผิดทิศผิดทาง เพราะค่านิยมยัดเยียดของสังคมไทย ทั้งจากพ่อแม่ผู้ปกครอง และฝ่ายกำกับนโยบายใช่หรือไม่ ควรตั้งคำถามด้วยว่าเหตุใดสถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับประถม มัธยม กระทั่งอุดมศึกษา จึงปลุกปั้นทรัพยากรบุคคลของชาติผิดรูปผิดรอย และไม่ตรงความต้องการของสังคม
ทำไมนโยบายให้เสรีภาพทางการศึกษาแก่มหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ จึงนำไปสู่การขยายสาขาจนเลอะเทอะ ที่สำคัญมากกว่านั้น สถาบันบ่มเพาะวิชาความรู้ที่มุ่งผลิตแต่ปริมาณ แต่ขาดคุณภาพ ควรโทษผู้เรียนหรือเป็นปัญหาคุณภาพของผู้ประสาทวิชา
ฉะนั้น หากตีโจทย์การศึกษาไม่แตก ไม่เท่าทันบริบทสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถึงที่สุดแล้วข้อเสนอลดสาขาการเรียน อาจเป็นเพียงการแก้ผ้าเอาหน้ารอด เพราะเอาเข้าจริงแล้วศาสตร์ด้านสังคมก็มีความสำคัญในการสร้างนวัตกรรมด้านต่างๆ ไม่แพ้ศาสตร์ด้านอื่น
ปัญหาอยู่ที่ว่าผู้บริหารด้านการศึกษาเข้าใจเด็กและเข้าใจโลกความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน







