
กุศโลบายครองตน ในภาวะระส่ำระสาย
โดย...พรพรต
โดย...พรพรต
ความเสี่ยงการเมืองในไทยเริ่มโดนให้น้ำหนักมากขึ้น ช่วงเหลืออีกกว่าสองสัปดาห์จะถึงวันลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และคำถามพ่วงในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เพิ่มเติมจาก ปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนตามเขตเศรษฐกิจใหญ่ของโลก เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น รวมทั้งจีนที่เศรษฐกิจยังปั่นป่วนเป็นระยะ ซึ่งยังไม่นับผลจากเบร็กซิต อังกฤษนำกลุ่มสหราชอาณาจักรหรือยูเคออกจากสหภาพยุโรป หรืออียู ผลที่เกิดขึ้นกับอังกฤษกับกลุ่มยูเค 4 ประเทศจะอลหม่านขนาดไหน โดยขณะนี้กรรมการในธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) บางคนออกมาแนะนำให้ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว นอกจากนี้มีปัจจัยที่คาดไม่ถึงผลกระทบจากวินาศกรรมที่เรียกเสียงตูมตามเป็นระยะ
ท่ามกลางความผันผวนทั้งในและต่างประเทศดังกล่าว แต่ละภาคส่วนคงเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบดังกล่าวบ้างแล้ว รวมทั้งภาคธุรกิจที่ครั้งนี้ได้นำบทเรียนจากกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่กว่า 200 บริษัท กลุ่มสหพัฒน์ ซึ่งเคยผ่านร้อนผ่านหนาวผลกระทบต่างๆ มาแล้ว มาเป็นทางออกให้นำไปปรับใช้ตามบันทึกความจำของ เทียม โชควัฒนา นักธุรกิจระดับตำนานของเมืองไทย โดยนายห้างเทียมมีอายุระหว่างปี 2459-2534 หรือหากนายห้างเทียมอยู่ถึงปัจจุบันก็จะมีอายุ 100 ปีพอดี สำหรับหลักคิดนี้นายห้างเทียมบันทึกไว้เมื่อเดือน พ.ย. 2517 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงนั้นประเทศไทยเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองวันที่ 14 ต.ค. 2516 ยาวไปถึงวันที่ 6 ต.ค. 2519
ช่วงนั้นนายห้างเทียมถึงกับบอกว่าอย่างที่เคยกล่าวหลายหนว่า หากภาวการณ์เป็นเช่นนี้ สำหรับสหพัฒน์ในปี 2517 เราต้องการเพียงแค่อยู่รอดก็พอใจ แต่ความวิตกกังวลก็ยังมีอยู่เสมอ แต่ไม่ได้ห่วงเรื่องการค้าจะขาดทุน เพราะกำไรขาดทุนเป็นเรื่องธรรมดาของการค้า แต่วิตกเรื่องกำลังคนที่บริษัทมีอยู่ อาจจะก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นมาได้ เพราะคนเรามีหลายประเภทเช่นว่า
1.ประเภทที่มีความสามารถ เมื่อเห็นบริษัทอยู่ในภาวะย่ำแย่ ก็อาจจะปลีกตนไปหาความเจริญที่อื่น
2.ประเภทที่มีความสามารถ เห็นว่าในภาวะเช่นนี้บริษัทกำลังต้องการความสามัคคี ก็ยินดีที่จะร่วมทุกข์ลำบากกับบริษัท
และ 3.ประเภทที่ไม่มีความสามารถไปไหนไม่รอด ต้องเกาะบริษัทอยู่ตลอดไปอย่างไม่มีปัญหา
นายห้างเทียม กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าอยากให้ฝ่ายบริหารเข้าใจว่า หากเราต้องเสียคนประเภทที่ 1 ไป ก็เท่ากับเรายิ่งขาดเครื่องมือ ทำให้เราต้องยิ่งลำบากมากขึ้น ในระหว่างคับขันนี้ความสามัคคีและความเข้าใจระหว่างกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
และชั้นผู้ใหญ่จะต้องออกมาทำงานให้หนักกว่าที่เคยเป็น จะต้องเป็นผู้นำพนักงานให้เห็น ต้องมองลู่ทางแก้ไขปัญหาต่างๆ อันจะพึงมีเอาไว้ ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยแก้ ซึ่งอาจจะเป็นการสายเกินแก้ไปก็ได้ หากเราวางแผนงานดี วิจัยตลาดถูกต้อง ความหวังก็ยังมีว่าบริษัทจะยืนหยัดต่อไปได้ และทุกคนก็มีขวัญกำลังใจดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังมองเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร นายห้างเทียม เล่าว่า เพื่อนข้าพเจ้าคนหนึ่งพูดน่าฟังว่า สมัยก่อนเมื่อเกิดการขาดแคลนอาหาร ก็จำเป็นต้องมีการสงครามเพื่อให้คนตายลงไป พวกที่รอดตายอยู่จะได้เป็นอัตราส่วนสมดุลกับอาหาร
ในปี 2472-2475 เศรษฐกิจตกต่ำมาก ทั้งๆ ที่การผลิตสามารถทำได้มากในสหรัฐ รัฐบาลต้องยอมรับซื้อสินค้าไปทำลาย เพื่อตรึงราคาสินค้าเอาไว้ นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ คนเราประหยัดมากเกินไปจนขาดความคิดที่จะสร้างความสุขใส่ชีวิต จำเป็นต้องหาทางให้คนหลงใหลในความฟุ่มเฟือยหรือแฟชั่นเพื่อช่วยเหลือการผลิต กระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยอย่างกว้างขวาง เช่น สร้างระบบเงินผ่อนขึ้นมา เมื่อเกิดความคิดฟุ่มเฟือยอยากได้โน่นได้นี่ รายได้ไม่พอรายจ่ายก็เกิดการเดินขบวนขอเพิ่มค่าแรง รัฐบาลจึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพิ่มเงินเดือนให้ เงินก็เลยเฟ้อราคาสินค้าก็ยิ่งถีบตัวสูง เมื่อมาเจอสภาวะน้ำมันขาดแคลน ก็หันกลับมาชวนให้ใช้นโยบายประหยัด ภาวการณ์ทั้งหมดนั้นเป็นวัฏจักรเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่
ภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า นายห้างเทียมนำกลุ่มสหพัฒน์ผ่านความผันผวนทางการเมืองของไทยมาครบทุกรูปแบบ ตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาถึงการรัฐประหารในยุคต่างๆ ทั้ง จอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รวมทั้ง จอมพล ถนอม กิตติขจร ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ภาคธุรกิจการค้าการลงทุนอุตสาหกรรมต่างๆ จะผ่านความคับขันไปได้ด้วยความสามัคคีและความเข้าใจกันเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อเป็นเช่นนั้นไม่ว่าความเปลี่ยนแปลงการเมืองต่อไปจากนี้จะเป็นอย่างไร ธุรกิจไหนนำหลักคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ได้ กลุ่มกิจการนั้นก็จะยั่งยืนยาวนานได้เป็นเกือบ 100 ปี เหมือนเครือสหพัฒน์ สามัคคีฝ่าความระส่ำระสาย บันทึกความจำของนายห้างเทียมที่ต้องฟัง







