
บทเรียนความขัดแย้งทั่วโลก อดัม คาเฮน ร่วมหาทางออกให้ลูกหลานไทย
เรากำลังเผชิญและต่อสู้กับปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น เป็นปัญหาใหม่ที่เกิดจากคนเล็กๆ ในสังคมที่ไม่มีเสียงมาก่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่ยุ่งยากขึ้น มีพลวัตสูงขึ้น มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา....
เรากำลังเผชิญและต่อสู้กับปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น เป็นปัญหาใหม่ที่เกิดจากคนเล็กๆ ในสังคมที่ไม่มีเสียงมาก่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่ยุ่งยากขึ้น มีพลวัตสูงขึ้น มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา....
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์
เหตุการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก ไม่ได้รับการยกเว้นแม้ประเทศไทย ที่รู้จักกันในนาม “สยามเมืองยิ้ม” เป็นความขัดแย้งที่มีพลวัตมาเป็นลำดับ และสังคมไทยก็เพิ่งผ่านพ้นโศกนาฏกรรมทางการเมืองมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อช่วงเดือน เม.ย.- พ.ค. ปี 2553 ด้วยเพราะความเห็นต่าง คิดต่าง และอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน จึงติดอาวุธฆ่าแกงกันกลางเมือง
อีกทั้งประเทศไทยยังคงเผชิญความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกล่าวได้ว่าไม่ได้แตกต่างจากพื้นที่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ในแทบทุกมุมโลก
กลุ่มบุคคลคณะเล็กๆ เลิกตั้งคำถาม เมื่อไหร่ปัญหาความขัดแย้งในบ้านเราจะจบเสียที? -- แต่ได้ยื่นมือออกมาร่วมแสวงหาทางออก ด้วยการเชิญ อดัม คาเฮน นักสร้างกระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งระดับโลก มาร่วมสัมมนาในหัวข้อ “เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้ลูกหลาน” ในวันที่ 16 ส.ค. 2553 เวลา 14:00 – 16:30 น. ณ อาคารพฤกษชาติพระทรงชัย สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
คาเฮนจะถอดบทเรียนการแก้ปัญหาความขัดแย้งจากทั่วโลก ที่เขามีโอกาสไปมีส่วนร่วม
อาทิ แอฟริกาใต้ คาเฮนเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างความปรองดองให้กับชาวแอฟริกาใต้ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตย ภายหลังการสิ้นสุดของยุคแบ่งแยกสีผิว
ไปเข้าร่วมสร้างกระบวนการคลี่คลายปัญหาที่โคลัมเบีย ประเทศที่เผชิญความขัดแย้งระหว่างทหาร กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด กองโจรฝ่ายซ้ายและกองกำลังรักษารักษาความมั่นคงฝ่ายขวา ความขัดแย้งในแคว้นบาสก์ ประเทศสเปน สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัวเตมาลา ปัญหาช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในอาร์เจนติน่า ฯลฯ
อดัม คาเฮน ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” ในช่วงเวลาสั้นๆ ขณะเขาว่างเว้นจากการแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้คนจากหลายกลุ่มในสังคมไทย
เนื้อหาต่อไปนี้เป็นบทเรียนคร่าวๆ ที่อดัมสรุปใจความสภาพความขัดแย้งที่ผ่านมา รวมถึงความเป็นไปๆได้ที่ตัวเขาจะสร้างกระบวนการส่งมอบประเทศไทยให้ลูกหลาน
-ภาพรวมความขัดแย้งทั่วโลกในรอบ 10 ปีมานี้มีความแตกต่างกันอย่างไร
ผมคิดว่าปัญหาการจับกุมผู้อพยพในประเทศอังกฤษ มันทำให้มีเสียงของเล็กๆ คนเหล่านี้ขึ้นในสังคม จากที่ไม่เคยได้ยิน ซึ่งเป็นเทรนด์แรกที่มีเสียงของคนเล็กๆ เกิดขึ้นในสังคมโลก เป็นการลดอำนาจของกลุ่มมีบรรดาศักดิ์ในสังคม ซึ่งเรียกว่าเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตย ขณะเดียวกันผมก็เห็นว่าความเป็นประชาธิปไตยทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบชนชั้นหรือผู้มีบรรดาศักดิ์ในสังคม
เทรนด์ต่อมา เรากำลังเผชิญและต่อสู้กับปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น เป็นปัญหาใหม่ที่เกิดจากคนเล็กๆ ในสังคมที่ไม่มีเสียงมาก่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่ยุ่งยากขึ้น มีพลวัตสูงขึ้น มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้เห็นว่า ปัญหาที่ยุ่งยากขึ้น ไม่สามารถใช้วิธีการเดิมๆ ในการแก้ไขได้อีกต่อไป หรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
-ความขัดแย้งระหว่างปัญหาทางการเมือง ปัญหาชนชั้นและการก่อการร้าย ปัญหาใดมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่ากัน
ผมก็ไม่ทราบว่าปัญหาไหนจะมีมากกว่ากัน แต่มันเกี่ยวเนื่องกันทั้ง 3 ปัญหา ผมจะเพิ่มให้ก็คือปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นวิกฤตโลก แต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงมากนัก ซึ่งปัญหาที่ว่ามานี้ไม่สามารถใช้วิธีการเดิมๆ ในการแก้ไขได้อีกต่อไป โดยเฉพาะการแก้เป็นชิ้น ๆ แก้จากบนลงล่าง แต่วิธีใหม่ ต้องแก้เป็นระบบ สร้างการมีส่วนร่วมและใช้วิธีการที่สร้างสรรค์ ด้วยการเชิญทุกภาคที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาร่วมแก้
-คุณสรุปชัดๆ ได้ไหมว่าปัญหาการก่อการร้ายกับความขัดแย้งทางการเมืองอันไหนมีแนวโน้มมากกว่ากัน
ใช่…ปัญหาก่อการร้ายอาจมีความรุนแรงมากกว่า แต่ผมคิดว่า ปัญหาทางการเมืองก็ทำลายศักยภาพของคนที่จะต่อสู้และมีส่วนร่วมในสังคมได้มากเช่นกัน ประเด็นก็คือเราจะทำให้ตัวเองแข็งแรงพอในการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้นหรือเปล่า โดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วม เหมือนที่เรากำลังทำอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ และจะแก้อย่างไรให้เป็นไปโดยวิธีการสันติวิธี
“ทั้งปัญหาการเมือง ปัญหาสังคม มันสะท้อนว่าคนเราอ่อนแอในการอยู่กับปัญหาหรือเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหานั่นเอง ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหายิ่งยากเข้าไปอีก ถ้าเป็นปัญหาเชิงการเมือง ผมคิดว่าควรกังวลเรื่องการเคลื่อนตัวขององค์กรทางการเมือง เช่น ปัญหาการคอร์รัปชัน และอื่นๆ”
-คุณคิดว่านักการเมืองส่วนใหญ่คือตัวปัญหาหรือเปล่า
นักการเมืองส่วนใหญ่มักอ้างว่ามีการคุกคามจากภายนอก เพื่อปกปิดความอ่อนแอภายใน ผมคิดว่านักการเมืองในบางประเทศก็ดี คือ ไม่หนีปัญหา พร้อมที่จะแก้ปัญหา เพราะเขามีอำนาจ แต่มันขึ้นอยู่กับการใช้อำนาจนั้นอย่างไร
-ทำไมคุณคิดว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก
ก็มีการกล่าวถึง เช่นที่ไปทะเลาะกันที่โคเปนเฮเก้น แต่แก้ไม่ได้ เพราะมันแก้ยาก เหมือนกับการแก้ปัญหาอื่นๆ ที่มีความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ ซึ่งในพ็อกเก็ตบุ้คเล่มใหม่ของผมเรื่อง Power & Love (พลังรัก พลังอำนาจ-เปิดตัวฉบับแปลภาษาไทยโดยอดัม คาเฮน วันที่ 16 ส.ค. 2553 เวลา 13:00 – 14:00 น. ห้องพอหทัยพิกุล อาคารพฤกษชาติพระทรงชัย สถาบันวิชาการป้องกันประเทศวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) ก็บอกไว้ว่า ผลประโยชน์ส่วนตนจะมีมากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม “ซึ่งมันจะแก้ได้ก็ต่อเมื่อมีพลังอำนาจและพลังความรัก”
-ก่อนเดินทางมาคุณรับรู้ปัญหาความขัดแย้งในเมืองไทยมากน้อยแค่ไหน
ผมรู้ไม่มาก ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ก็แค่อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ ปัญหาลึกๆ ไม่รู้มาก แต่ต้องเข้าใจผมว่า ผมไม่ใช่นักแก้ปัญหา ผมมาถอดบทเรียนที่ผมไปประสบมาจากหลายประเทศทั่วโลกให้คุณฟัง และจะหาทางสร้างกระบวนการในการแก้ปัญหาในเมืองไทยมากกว่า
“เรื่องเมืองไทยผมแสดงความเห็นไม่ได้มาก แต่ธรรมชาติของปัญหาทั่วโลกจะคล้ายๆ กัน หรือมีสิ่งที่เหมือนๆ กันอยู่ มันเหมือนการจัดแฟชั่นโชว์ที่ฝรั่งเศส มีทั้งเหมือนและต่างกันกับที่อื่นๆ ปัญหาในเมืองไทยอาจไม่เหมือนใคร แต่ก็มีเหมือนที่อื่นๆ มี จริงๆ ปัญหาทุกที่มีจุดเหมือนและจุดต่าง
ในหนังสือเล่มใหม่ของผม พยายามสรุปในสิ่งที่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่ดี ที่ผมพบมาในรอบ 20 ปี ผมได้ประสบการณ์การเรียนรู้จากความล้มเหลวและความสำเร็จ แม้ผมจะได้เรียนรู้จากความล้มเหลวมากกว่า ผมจึงถอดประสบการณ์มาเป็นบทเรียน ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จออกมา”
ความสำเร็จและความล้มเหลวที่คละเคล้ากันไปตามที่เล่ามา ครั้งหนึ่งทำให้อดัม คาเฮน มองเห็นถึงสาเหตุที่ทำให้ปัญหาถึงทางตัน และวิธีการที่ทำให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาหาทางออกร่วมกันอย่างได้ผล โดยปราศจากความรุนแรง
ระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่คาเฮนได้ร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทย ผ่านนักคิด นักวิชาการ กลุ่มคนสีเขียว สีเหลือง สีแดง ฯลฯ และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะในการค้นหากระบวนการ อันจะเป็นเครื่องมือสำหรับการส่งมอบประเทศไทยให้ลูกหลานในอนาคตต่อไป
********************************
ประวัติ อดัม คาเฮน
อดัม คาเฮน เป็นหุ้นส่วนของบริษัท Reos Partners ซึ่งเชี่ยวชาญด้านกระบวนการประสานงานเพื่อแก้ปัญหาสังคม และเป็นสมาชิกของสถาบัน Institute for Science, Innovation and Society เป็นส่วนหนึ่งของ Said Business School แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด
คาเฮน ยังเป็นผู้จัด ผู้ออกแบบ และผู้ประสานงานชั้นนำของกระบวนการต่างๆ ร่วมกับผู้นำในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อแสวงหาทางออกให้กับความท้าทายที่หนักหน่วงที่สุดที่สังคมต้องเผชิญ ผ่านการทำงานในโครงการเหล่านี้กว่า 50 ประเทศทั่วโลก มีโอกาสพบปะกับผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารธุรกิจและนักการเมือง ผู้นำกองทัพและผู้นำกองกำลังติดอาวุธ ข้าราชการและสมาชิกสภาพแรงงาน นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม ไปจนถึงนักบวช และศิลปิน
ปี 2004 เขียนพ็อกเกตบุ้คชื่อ Solving Tough Problems หรือ วิธีสร้างปาฏิหาริย์เมื่อสถานการณ์ถึงทางตัน
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 เป็นหัวหน้าแผนกวางแผนล่วงหน้าด้านสังคม การเมืองเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ของบริษัท รอยัล ดัทช์ เชล ในกรุงลอนดอน ก่อนหน้านี้เคยเป็นนักวิจัยและวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ให้บริษัท Pacific Gas and Electric Company ในซานฟรานซิสโก รวมถึงองค์กรเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (OECD) ในกรุงปารีส
ในปี 1991 และ 1992 อดัม เป็นผู้ประสานงานในโครงการ Mont Fleur Scenario Project ให้แอฟริกาใต้ จากนั้นเข้าร่วมกระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งในอีกหลายประเทศทั่วโลก
อดัม คาเฮน จบการศึกษาเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้านฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลับแมคกิล ในนครมอลทรีออล ประเทศแคนาดา และปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์พลังงานและทรัพยากรจากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย (เบิร์กเลย์) และปริญญาโทด้านพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์จากมหาวิทยาลัยแบสไทร์ ในนครซีแอทเติล
นอกจากนี้ ยังศึกษาด้านกระบวนการเจรจาจากฮาร์วาร์ด ลอว์ สกูล อดัมสมรสกับโดโรธี คาเฮน และพำนักพร้อมกับครอบครัวอยู่ที่นครเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ และมอนทรีออล ในแคนาดา
********************************
กำหนดการงานสัมมนา “เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้ลูกหลาน” ถอดบทเรียนการแก้ปัญหาความขัดแย้งแอฟริกาใต้, โคลัมเบียและที่อื่นๆ โดย อดัม คาเฮน และ สตีฟ แอ๊ดคินสัน วันที่ 16 ส.ค. 2553 เวลา 14:00 – 16:30 น. ณ อาคารพฤกษชาติพระทรงชัย สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถนนวิภาวดีรังสิต วันที่ 17 ส.ค. 2553 เวลา 9:30 – 11:30 น. Focus Group การขับเคลื่อนการส่งมอบประเทศไทยให้ลูกหลาน (เฉพาะผู้รับเชิญ) ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย







