
ชงครม.เก็บภาษี ราคาขายปลีกส.ค.
“อภิศักดิ์” เร่งสรรพสามิตแก้กฎหมาย เก็บภาษีจากฐานราคาขายปลีก หวังอุดรูรั่วจัดเก็บรายได้
“อภิศักดิ์” เร่งสรรพสามิตแก้กฎหมาย เก็บภาษีจากฐานราคาขายปลีก หวังอุดรูรั่วจัดเก็บรายได้
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้เร่งให้กรมดำเนินการแก้ไขกฎหมายสรรพสามิตให้รวดเร็ว เพราะเห็นว่าเป็นกฎหมายที่จะทำให้เกิดความสะดวกและเป็นธรรมในการทำการค้าของผู้ประกอบการ โดยคาดว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะพิจารณาเสร็จภายในเดือนนี้ เพราะเหลือเพียงการประชุมอีก 1-2 ครั้ง เพื่อพิจารณาบทลงโทษผู้ที่กระทำความผิดเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะเสนอการแก้ไขกฎหมายกรมสรรพสามิตให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอีกครั้ง หากไม่มีปัญหาก็จะส่งร่างกฎหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาได้อย่างช้าในเดือน ส.ค. และจะพิจารณาเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ในปีนี้
ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายสรรพสามิต สาระสำคัญจะเปลี่ยนการเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงาน หรือราคาสำแดงนำเข้า มาเป็นเก็บจากราคาขายปลีกหรือราคาแนะนำ ซึ่งทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีที่เป็นผู้ผลิตในประเทศและนำเข้ามากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาสินค้านำเข้าสำแดงราคาต่ำ ทำให้เก็บภาษีได้น้อยกว่าความเป็นจริง และไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ปีนี้ แต่จะมีช่วงเวลาผ่อนผัน 6 เดือน เนื่องจากกรมต้องปรับลดอัตราภาษีสินค้าต่างๆ เพราะการเก็บภาษีจากราคาขายปลีกจะทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีเพิ่ม จึงต้องลดอัตราภาษีลงไม่ให้กระทบกับต้นทุนผู้ประกอบการ ที่สุดท้ายจะผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภค
ด้าน นายปริญ มาลากุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์ไฮเนเก้น กล่าวว่า การแก้กฎหมายสรรพสามิต เปลี่ยนฐานจัดเก็บภาษีเป็นราคาขายปลีก เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แต่จะทำให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ หากจะมีการปรับภาษีเพิ่มก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ซึ่งขณะนี้ภาครัฐมีแนวทางจะจัดเก็บภาษีให้ได้มากที่สุด โดยปัจจุบันโครงสร้างภาษีเบียร์คิดจากราคาขายส่งช่วงสุดท้าย 48% วิสกี้ 25% หากปรับภาษีเพิ่ม เชื่อว่าผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะปัจจุบันเหล้าขาวของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เสียภาษีจากราคาขายส่งหน้าโรงงานในอัตราเพียง 4% เท่านั้น







