
โรคหวาดระแวง
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ใครที่ติดตามการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐคงทราบทีท่าของสองผู้สมัครพรรคใหญ่คือ ฮิลลารี คลินตัน ของพรรคเดโมแครต และโดนัล ทรัมป์ ของพรรครีพับลิกัน ว่าทั้งสองคนค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐจะเข้าเป็นสมาชิกหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกหรือทีพีพี ที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้ลงนามในสนธิสัญญาไว้และรอนำเข้าสู่สภาคองเกรส เพื่อพิจารณาอนุมัติตามกฎหมายภายใน 60 วัน หลังจากที่เข้าสู่วาระการพิจารณาของรัฐสภา
ถึงแม้ไทยยังไม่ได้ลงนามเป็นภาคีในหุ้นส่วนเศรษฐกิจฉบับนี้ แต่ก็มีผู้คัดค้านไม่เห็นด้วยเพราะเหตุผลหลายประการ เช่น ผลกระทบที่จะทำให้ราคายารักษาโรคแพงขึ้น การเปิดช่องให้บริษัทการค้าข้ามชาติเข้ามาจดทะเบียนลิขสิทธิ์พืชพันธุ์และสมุนไพรของไทย การเปิดให้มีการค้าและพัฒนาพันธุ์พืชจีเอ็มโอ ทีพีพี นั้นเป็นเครื่องมือของสหรัฐในการเข้าไปครอบงำเศรษฐกิจของประเทศอื่น เมื่อมีการเปิดการค้าเสรี การสร้างมาตรฐานการค้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน การขจัดการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม เพราะสหรัฐเป็นประเทศที่มีความพร้อมและมีพลังทางเศรษฐกิจเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในหุ้นส่วนเศรษฐกิจทีพีพี
นอกจากนั้น ยังมองว่าทีพีพีนั้นเป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลของสหรัฐเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เพื่อสกัดกับอิทธิพลของจีนที่กำลังแย่มายังประเทศในขอบมหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย
ที่น่าคิดคือถ้าทีพีพีเป็นแค่เครื่องมือในการขยายอิทธิพลของสหรัฐและสหรัฐจะเป็นฝ่าย “ได้” แต่ผู้เดียวอย่างที่มีการกล่าวหากัน ทำไมผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองพรรค จึงมีทีท่าที่จะไม่รับพันธกรณีที่รัฐบาลปัจจุบันของสหรัฐได้ลงนามไว้แล้ว โดยเฉพาะทรัมป์นั้นได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ให้สหรัฐเข้าเป็นสมาชิกทีพีพี
สาเหตุที่ผู้สมัครทั้งสองคนแสดงท่าทีเชิงลบต่อทีพีพีนั้นก็เพราะชาวอเมริกันจำนวนมากเกรงว่าถ้ามีการค้าเสรี มีการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติในสาขาที่ได้ตกลงกันไว้ข้ามพรมแดนเข้าไปทำงานประกอบอาชีพในสหรัฐแล้ว จะทำให้ชาวอเมริกันไม่มีงานทำเพิ่มขึ้น ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ทีพีพีเป็นสนธิสัญญาที่แย่มาก (TPP is Horrible Deal) นอกจากนั้นยังทำให้ชาวอเมริกันย้ายไปตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้คนอเมริกันสูญเสียโอกาสในการทำงาน ทั้งยังจะทำให้เสียเปรียบคู่ค้าอย่างจีนที่แข่งขันโดยไม่ถูกตีกรอบด้วยกฎกติกาใดๆ ในขณะที่สหรัฐจำเป็นต้องอยู่ในกรอบการค้าเสรีที่ตกลงกันสนธิสัญญาทีพีพี
ความจริงนอกจากฮิลลารีและทรัมป์แล้ว ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนอื่นๆ เช่น เบอร์นี แซนเดอร์ ต่างก็ต่อต้านการลงนามในข้อตกลงทีพีพีทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าทีพีพี นั้นเป็นแค่เครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการขยายอิทธิพลของสหรัฐในเอเชียนั้น จึงไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักอย่างที่หลายคนหวาดระแวง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง นักการเมืองที่ต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชนคงไม่แสดงทีท่าต่อต้านทีพีพีโดยเฉพาะทางฮิลลารี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐในรัฐบาลประธานาธิบดี โอบามา และเป็นผู้มีส่วนเจรจาและผลักดันให้สหรัฐลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้
การคัดค้านหรือสนับสนุนทีพีพีควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงว่า หากประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกจะได้อะไร และถ้าไม่เข้าจะเสียอะไร โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่า ถ้าเข้าเป็นสมาชิกจีนจะไม่พอใจ และถ้าไม่เข้าสหรัฐจะไม่พอใจ เพราะหลังๆ นี้จีนก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะเข้าเป็นสมาชิก ส่วนสหรัฐเองกลับเกิดความไม่แน่นอนว่าจะเข้าเป็นสมาชิกหรือไม่จนกว่าสภาคองเกรสจะให้ความเห็นชอบ ซึ่งค่อนข้างจะลำบากเพราะประธานาธิบดี โอบามา ใกล้จะหมดเทอมการดำรงตำแหน่งและผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ของทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ต่างก็ต่อต้านการลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้และต้องการรื้อฟื้นขึ้นมาพิจารณาปรับเงื่อนไขใหม่ เพราะยังมีช่องโหว่ให้ประเทศบางประเทศโดยเฉพาะจีนสามารถหลีกเลี่ยงข้อตกลงทางการค้าเอาเปรียบสหรัฐได้
ถ้าตัดความหวาดระแวงสหรัฐออกไปโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง ประเทศไทยขณะนี้มีปัญหาทั้งด้านการขยายตัวของการส่งออก ซึ่งติดลบต่อเนื่องกันมาหลายเดือนและสินค้าส่งออกของไทยบางตัว เช่น รถยนต์ก็กำลังเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและบางตัวขาดความสามารถในการแข่งขันเพราะต้นทุนการผลิตสูง การลงทุนในประเทศไม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนด้านอุตสาหกรรม ถ้าประเทศไทยไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกในหุ้นส่วนเศรษฐกิจทีพีพีในขณะที่ประเทศคู่แข่งที่สำคัญ เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม ต่างเข้าเป็นสมาชิกก็เชื่อแน่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องมีปัญหาเพิ่มขึ้น เพราะไม่สามารถสร้างงานขึ้นรองรับคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาออกมาเข้าตลาดแรงงานใหม่ปีละหลายแสนคน
ในขณะที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าการเข้าเป็นสมาชิกทีพีพีอาจจะสร้างปัญหาสังคม แต่อาจลืมไปว่าการไม่เข้าเป็นสมาชิกก็อาจสร้างปัญหาสังคมได้ ถ้าถูกปิดกั้นเข้าตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะการที่บริษัทไทยต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นก็หมายความว่าคนไทยจำนวนมากสูญเสียโอกาสในการทำงานไปโดยปริยาย
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่อาจจะเกิด แต่ได้เกิดขึ้นแล้ว และมีท่าทีจะเกิดเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพราะธุรกิจไทยอยากไปลงทุนในต่างประเทศ แต่เขาต้องไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อความอยู่รอด เพื่อให้เข้าถึงตลาดของประเทศในกลุ่มทีพีพี
ถึงเวลาหรือยังครับที่จะติดโรคระแวงสงสัยเสียที







