posttoday
เปลี่ยนสู่ความยั่งยืน

เปลี่ยนสู่ความยั่งยืน

19 กรกฎาคม 2559

โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

เดินทางไปภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ มาล่าสุดในช่วงวันหยุดยาวก่อนเทศกาลเข้าพรรษา วันที่ 16-20 ก.ค. 2559 สิ่งที่คิด กับสิ่งที่เห็น ไม่ได้เป็นเหมือนกัน

ภูทับเบิกเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่พักสำเร็จรูปหลากสีสันผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ตามไหล่เขาลดหลั่นกันไป สร้างความแปลกตาและแปลกแยก จากความงามตามธรรมชาติของภูทับเบิกแห่งนี้

ภูทับเบิก ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ หลังจากชาวไทยภูเขาเผ่าม้งได้อพยพเข้ามาเมื่อประมาณปี 2548 วิถีเกษตรกรรมธรรมชาติของชาวไทยภูเขา การปลูกกะหล่ำปลีตามไหล่เขา กลายเป็นความสวยงามที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัส

ประกอบกับด้วยภูมิอากาศที่เย็นสบาย จากความสูง 1,768 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เป็นจุดที่สูงสุดของ จ.เพชรบูรณ์ พื้นที่ภูทับเบิก จึงถูกพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนด้านท่องเที่ยวของจังหวัด ภายใต้คำขวัญ “นอนทับเบิก สัมผัสอากาศหนาว
ดูดาวบนดิน”

เพียงไม่กี่ปี การเติบโตแบบไร้ทิศทางของภูทับเบิก ย้อนกลับมาทำลายเสน่ห์ และความสวยงามของภูทับเบิกลงอย่างรวดเร็ว บ้านพักหลากสีสันที่ผุดขึ้นอย่างมากมาย กลายเป็นจุดแต้มเปื้อนอยู่บนทะเลหมอกยามเช้า เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ “บิ๊กไบค์” ไอเสียจากควันรถยนต์ ผสมไปกับสายหมอก

ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงประกาศเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารต่างๆ รวม 19 แห่ง บนภูทับเบิก โดยฝ่าฝืนว่าด้วยกฎหมายป่าไม้ รุกล้ำแหล่งต้นน้ำลำธารสำคัญ ปิดกั้นทางไหลของน้ำ อีกทั้งสิ่งก่อสร้างยังไม่มั่นคงแข็งแรง เสี่ยงต่อการพังทลาย เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว

การเติบโตแบบไร้ทิศทางของภูทับเบิก เป็นเช่นเดียวกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ได้รับการโปรโมท ยิ่ง “Unseen Thailand” ยิ่ง “Unlimited” ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอย่างไม่จำกัด สิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง แสง สี ร้านรวง ถูกสร้างเพื่อเอาใจคนเมืองหลวงที่แห่ขึ้นไปท่องเที่ยว

หน่วยงานด้านท่องเที่ยว คงต้องคิดให้หนักกับการวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่หวังว่าจะเป็นแนวทางสร้างรายได้ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว หากเป้าหมายด้านการท่องเที่ยวกดดันให้ต้องไปให้ถึงตัวเลขที่ตั้งเป้าไว้ จำนวนนักท่องเที่ยว 30 ล้านคน รายได้ 2.4 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะเป้าหมายในประเทศที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางถึง 150 ล้านคน/ครั้ง อย่าลืมหักลบต้นทุนอันประเมินค่าเหล่านี้ไว้ด้วย

การวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่รัฐบาลนี้พยายามผลักดัน โดยหวังว่าจะรักษาต้นทุนด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศขณะนี้ไว้ให้ได้ และกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก แต่การดำเนินงานในเรื่องนี้กลับไม่เห็นเป็นรูปธรรม ยังคงเห็นแต่การเร่งโปรโมท กระตุ้นให้คนเดินทางท่องเที่ยวอย่างไร้ทิศทาง ขณะที่การบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวกลับไม่เห็นถึงความยั่งยืน

แค่รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ 1.เป็นการจัดการท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศนั้นๆ 2.เป็นการจัดการการท่องเที่ยวที่สร้างความรู้และให้ความรู้ และ 3.เป็นการจัดการการท่องเที่ยวที่ประชาชนในท้องถิ่นมีบทบาท มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ร่วมจัดทำและร่วมได้รับผลประโยชน์อย่างเสมอภาค ในความเป็นจริงไม่เห็นมีรูปแบบการดำเนินการเช่นนี้เลย กรณีภูทับเบิกก็เห็นชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เมื่อหัวหน้า คสช.ออกคำสั่งไปแล้วกรณีของภูทับเบิก ซึ่งมีเวลาอีก 30 วัน นับจากวันออกประกาศที่จะดำเนินการให้เห็นผล หน่วยงานด้านท่องเที่ยวควรลงพื้นที่เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อวางยุทธศาสตร์พลิกฟื้นภูทับเบิกให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ผสมผสานวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันของคนในท้องถิ่น ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว

แม้จะเป็นเรื่องไม่ง่าย แต่อยากเห็นการเริ่มต้นในการรักษาทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวของไทย ให้ยังคงไว้ซึ่งความเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ผสมผสานด้วยวัฒนธรรม ความหลากหลายอันเป็นเอกลักษณ์ของคนในแต่ละท้องถิ่น โดยที่นักท่องเที่ยวต้องเห็นในคุณค่านั้นเช่นเดียวกัน เริ่มต้นด้วยกัน ด้วยจิตสำนึกท่องเที่ยวยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท