
เลือกนายกฯ กับคำถามพ่วง
คราวที่แล้วได้เขียนเรื่องการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีในร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
คราวที่แล้วได้เขียนเรื่องการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีในร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้มีผู้อ่านถามมาว่า แล้วคำถามพ่วงนี่ไปเกี่ยวข้องอย่างไรกับประเด็นดังกล่าวของร่างรัฐธรรมนูญ เพราะคำถามพ่วงที่พูดถึงเรื่องการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน ซึ่งหากจะตอบเป็นเบื้องต้นก็ต้องบอกว่า คำถามพ่วงนั้นอันที่จริงแยกกันกับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ กรธ. เพราะคำถามพ่วงนั้นเป็นสิ่งที่ตั้งโดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แล้วส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบ
คำถามที่ได้รับความเห็นชอบนั้นมีใจความว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ซึ่งนัยของคำถามก็คือ เมื่อมีรัฐสภาเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีแรก เมื่อยามที่จะต้องมีนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในวาระแรกของการเลือกนายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็จะมาร่วมกันลงมติ เพื่อให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี แต่การณ์จะเป็นเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ต่างก็ผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติด้วยเช่นกัน
เมื่อพิจารณาคำถามพ่วงแล้ว ก็ฟังดูเหมือนจะง่ายๆ ไม่มีอะไรที่จะต้องยุ่งยากซับซ้อน แต่หากพิจารณาในเชิงลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดในมาตรา 88 ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปนั้น แจ้งรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ แต่ทั้งนี้ พรรคการเมืองจะไม่เสนอรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ได้
จากนั้นมาตรา 159 ก็ได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยเสนอได้เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยการเสนอชื่อดังกล่าวจะต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
คำถามพ่วงจะเข้ามาเกี่ยวข้องตรงจุดนี้เอง แต่จะต้องทำอย่างไรบ้าง นี่คือเรื่องน่าคิด หากเริ่มพิจารณาในส่วนของมาตรา 88 ไล่เรียงมา นั่นแปลว่า แม้จะมีคำถามพ่วงเข้ามา คือ มี สว.เข้ามาร่วมลงมติให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ก็ยังจะต้องเสนอชื่อที่อยู่ในรายชื่อของพรรคการเมืองหรือไม่ หากจะไม่เอาคนอยู่ในรายชื่อเหล่านี้จะต้องทำอย่างไร แล้วการเสนอต่างๆ ที่อยู่ในมาตรา 159 ที่ผูกโยงกับ สส. จะทำอย่างไร คราวหน้าเรามาหาคำตอบกันครับ







