
ลดขัดแย้งเอเชียสร้างโอกาสทอง
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างเปิดงาน Thailand Competitiveness Conference 2016 จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคไปมากแล้ว จึงมั่นใจว่าในปี 2560 อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจัดโดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการจัดการ (IMD) จะขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 20-25 จากปีนี้ที่อันดับขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28 จากอันดับที่ 30 ในปีที่ผ่านมา
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างเปิดงาน Thailand Competitiveness Conference 2016 จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคไปมากแล้ว จึงมั่นใจว่าในปี 2560 อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจัดโดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการจัดการ (IMD) จะขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 20-25 จากปีนี้ที่อันดับขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28 จากอันดับที่ 30 ในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม จากที่ได้ศึกษาแนวความคิดของการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันประเทศต่างๆ ของสถาบันต่างๆ และประสบการณ์การทำงานมองว่า หากประเทศไทยจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันจะต้องดำเนินการใน 4 มิติ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังทำอยู่ ประกอบด้วย
มิติแรก คือ การให้ความสำคัญกับใช้กลยุทธ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Strategy) ขณะนี้ถือว่ามีความสำคัญที่สุด โดยประเทศไทยจะต้องเดินอย่างดีและใช้ความระมัดระวัง เพราะการที่นักลงทุนจะตัดสินใจเข้าไปลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง ต้องมีความมั่นใจว่าประเทศนั้นมีความยั่งยืนทางการเมืองและมีความโดดเด่นในระดับภูมิภาค ซึ่งไทยมีทรัพยากรและศักยภาพเพียงพอ นั่นเพราะไทยมีหลายสิ่งที่ประเทศอื่นไม่มี และจากนี้ไปต้องมองว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็นประตูสู่การลงทุนของอาเซียน ในขณะที่นักลงทุนแต่ละประเทศ เช่น รัสเซีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มองตรงกัน คือ ประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตสำคัญที่จะเข้าไปสู่อาเซียนและเอเชียใต้
“จริงๆ มีการมองยุคเอเชียไรซิ่งมาเป็น 10 ปี แต่ที่คนมองข้ามคืออาเซียน อาเซียนคือหัวใจของเอเชียไรซิ่ง และมันเป็นข้อเท็จจริงว่านโยบายต่างประเทศของทั้งจีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ต่างมีนโยบายที่มาเกาะเกี่ยวอาเซียน ไทยจะต้องเป็นเกตเวย์เชื่อมในประเทศอาเซียนบวก 3 อาเซียนบวก 6 และ RCEP เมื่อสำเร็จจะทำให้เอเชียเข้มแข็งขึ้น อะไรที่เป็นความขัดแย้งคนในเอเชียต้องพยายามอย่าให้มันเกิด ไม่เช่นนั้นโอกาสทองจะหายไป” สมคิด กล่าว
มิติที่ 2 คือ มิติด้านการพัฒนาประเทศ ต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนสอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดความสมดุล เน้นการกระจายตัวด้านเศรษฐกิจและจัดสรรงบประมาณไปยังระดับภูมิภาคมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศ ซึ่งขณะนี้ไทยก็ได้ปรับนโยบายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโดยกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน 10 อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูงอีก 5 อุตสาหกรรม
มิติที่ 3 มิติในเชิงสถาบัน ทั้งสถาบันทางการเมือง เอกชน กฎระเบียบ โดยที่ผ่านมารัฐได้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ส่งเสริมเรื่องธรรมาภิบาลในภาครัฐ ปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ และเตรียมออก พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง
“ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาแก้ไขกฎหมายแล้วเป็น 100 ฉบับ จะต้องมีการสื่อสารให้สถาบันจัดอันดับทราบ และเร่งเดินสายกระตุ้นให้เอกชน และประชาชนทั้งประเทศได้ตื่นตัวและเข้ามาช่วยกันยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เพราะการที่เอกชนตามหลังรัฐเป็นเรื่องที่ผิด” สมคิด ระบุ
มิติที่ 4 การสร้างภาคประชาสังคมให้เข้มแข็ง เช่นเดียวกับเยอรมนี ญี่ปุ่น ที่มีภาคประชาสังคมเข้มแข็งมาก เมื่อรัฐออกนโยบายอะไรออกไปสามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วมาก ขณะนี้รัฐบาลเองก็ได้สร้างความเข้มแข็งด้านสังคมผ่านโครงการประชารัฐ แต่ก็ไม่ได้ละเลยในมิติด้านกระบวนการยุติธรรม มิติด้านการศึกษา ที่จะต้องมีการแก้ไขอีกมาก และปัญหานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มองเห็นจุดบกพร่องแล้วว่ากฎหมายธรรมดาใช้แก้ปัญหาไม่ได้ต้องใช้กฎหมายพิเศษ คือ ใช้มาตรา 44 เข้ามาแก้ไขปัญหาในมหาวิทยาลัย
“นี่คือ 4 มิติที่รัฐบาลผลักดัน และเอกชนต้องช่วยกันสื่อให้ทั้ง IMD เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) ธนาคารโลกรู้ว่าเรากำลังทำอะไร ส่วนเขาจะตัดสินเราอย่างไรก็ให้ขึ้นอยู่กับเขาว่าจะให้อันดับเราดีขึ้นหรือไม่ รัฐบาลอาจจะอยู่อีกปีเดียว แต่เรากำลังสร้างรากฐานให้รัฐบาลต่อไปสานต่อไปได้ รัฐบาลมีหน้าที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทำอะไรตามกระแสและตามอารมณ์ เพราะถ้าจะทำแบบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาล” สมคิด กล่าว
ด้าน ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สศช.อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ให้สอดคล้องกับการพัฒนาขีดการแข่งขันของประเทศไทย และให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) โดยแผนดังกล่าวจะเน้นสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับสังคมผู้สูงอายุ การศึกษา ดิจิทัล การเพิ่มผลิตภาพ และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน เป็นต้น
“สศช.เป้าหมายให้ดัชนีชี้วัดความเหลื่อมล้ำที่ปัจจุบันอยู่ที่ 0.46% ซึ่งถือว่าอยู่ในอัตราที่สูง จะต้องลดให้เหลือ 0.42-0.4% ภายในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ แต่ก็ยังสูงกว่าประเทศที่ความเหลื่อมล้ำน้อย เช่น ญี่ปุ่น ประเทศในสแกนดิเนเวียที่ดัชนีชี้วัดความเหลื่อมล้ำอยู่ที่เฉลี่ย 0.35% ในขณะที่การขยายตัวของจีดีพีต้องโตเฉลี่ยปีละ 4% ขึ้นไป เพื่อให้เมื่อสิ้นสุดปีที่ 20 หรือปี 2579 ประชาชนต้องมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีไม่ต่ำกว่า 12,700 เหรียญสหรัฐ และทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง” ปรเมธี กล่าว
นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 12 จะต้องเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาเป็น 1.5% ของจีดีพี จากเดิมที่แผนฯ ฉบับที่ 11 ตั้งเป้าใช้งบวิจัยและพัฒนา 1% แต่สามารถใช้ได้จริงเพียง 0.4% เท่านั้น เพื่อทำให้แนวทางการพัฒนาทุกด้านเป็นไปตามเป้า
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการประสานพลังประชารัฐภาคเอกชน และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยคณะทำงานเตรียมเสนอนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาหลักเกณฑ์การผ่อนปรนและมาตรการอำนวยความสะดวกต่อนักลงทุน 5 ด้าน เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น ได้แก่ การขอผ่อนปรนใบอนุญาตทำงานและตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญใหม่ๆ เข้ามาในระบบแรงงาน การลดขั้นตอนและระยะเวลาในการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) การปลดล็อกปัญหาผังเมือง การลดขั้นตอนพิธีการศุลกากร และลดระยะเวลาในการทำการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)
เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว คือ การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน โดยช่วงที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม แต่ยังมีจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุงต่อไป โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 50 กว่าๆ เมื่อเทียบกับกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และยังมีปัญหาด้านการศึกษา และการเข้าถึงเทคโนโลยี เป็นต้น







