
นายกฯร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ที่มองโกเลีย
นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย- ยุโรป ที่ มองโกเลีย 14-16 ก.ค. นี้ เน้นการส่งเสริมความเชื่อมโยงเอเชีย และยุโรป ปัญหาการค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ
นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย- ยุโรป ที่ มองโกเลีย 14-16 ก.ค. นี้ เน้นการส่งเสริมความเชื่อมโยงเอเชีย และยุโรป ปัญหาการค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ
เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 14 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมภริยา และคณะ เดินทางจากทางอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเจ็งกิส ข่าน กรุงอูลานบาตอร์ มองโกเลีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 11 (11th ASEM Summit : ASEM11) ณ กรุงอูลานบาตอร์ มองโกเลีย ระหว่างวันที่ 14-16 ก.ค. และหารือกับผู้นำในกลุ่มเอเชีย-ยุโรป รวมถึงจะมีการพบกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอาเซม ได้แก่ รัฐสภา ภาคธุรกิจ เยาวชน และภาคประชาสังคม การประชุมแบบเต็มคณะ และอย่างไม่เป็นทางการ รวมถึงการหารือทวิภาคีระหว่างการประชุม
พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หัวข้อหลักการประชุมในปีนี้ เป็นเรื่อง “20 ปี ของ ASEM การเป็นหุ้นส่วนเพื่ออนาคต ผ่านการเชื่อมโยง” ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม โดยจะเน้นการส่งเสริมความเชื่อมโยงเพื่อการพัฒนา และให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือให้เป็นรูปธรรม นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปนำเสนอเป็นทางเลือกให้ประเทศสมาชิกอื่น ๆ นำไปใช้ เพื่อประโยชน์ของประชาคมโลก
“สิ่งที่คาดหวังจากการประชุมครั้งนี้ คือ การให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยง ASEAN และ ASEM เพื่อทำความร่วมมือต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรม และประเทศไทยจะใช้การเชื่อมโยงนี้ในการแก้ปัญหา เช่น การค้ามนุษย์ ที่ผ่านมาเราสามารถแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม ด้วยการบังคับใช้กฎหมาย การเข้มงวดของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ แต่เรามองว่าถ้าจะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จะต้องมีความเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาค ซึ่งยุโรปเป็นอีกภูมิภาคที่กำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้” พล.ต.วีรชน กล่าว และว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ต้องมีความร่วมมือในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านความมั่นคง การพัฒนาขีดความสามารถบุคคลากรของทั้งสองประเทศ
พล.ต.วีรชน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ประเทศไทยน่าจะได้รับประโยชน์ จากการผลักดันเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน นำความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นมาดูแลเรื่องการจัดการ การช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง โดยจะนำเทคโนโลยีของยุโรปมาช่วยในการแปรรูป เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตรของไทย จากนั้น สามารถเชื่อมไปยังปลายทาง คือเรื่องการตลาด ซึ่งยุโรปเป็นตลาดอีกแห่งหนึ่งของไทยในการนำสินค้าเกษตรไปขาย จะทำให้ไทยได้รับประโยชน์
“นอกจากนี้ ยังสามารถใช้นโยบายที่พูดคุย หรือนำเสนอ ดูแลประเทศเพื่อนบ้านได้ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ว่า เราจะต้องเติบโตไปด้วยกัน จะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง โอกาสนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญ ที่นายกรัฐมนตรีในนามของประเทศไทย จะผลักดันสาระสำคัญ เพื่อก่อให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ที่เป็นประโยชน์ทั้งประเทศไทยและภูมิภาค” พล.ต.วีรชน กล่าว
พล.ต.วีรชน กล่าวว่า นอกจากการประชุมหลักแล้ว ยังมีการประชุมอื่น ๆ คือ มีการพบกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน ASEM ได้แก่ รัฐสภา ภาคธุรกิจ เยาวชน และภาคประชาสังคม จะมีการปรึกษาหารือ และนำสิ่งที่ได้แต่ละเวทีมานำเสนอในที่ประชุม ส่วนผลที่จะได้รับจากการประชุมจะระบุอยู่ในเอกสาร 2 ฉบับ คือ แถลงการณ์ประธาน เป็นการบอกถึงเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำประเทศ ที่เข้าร่วมประชุมว่า ต่อจากนี้ไปในทศวรรษที่ 3 จะมีความร่วมมืออย่างไร และการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อความมั่นคง เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับประเด็นที่ท้าทายของโลก
พล.ต.วีรชน กล่าวว่า เอกสารฉบับที่ 2 คือ ปฏิญญาอุลานบาตอร์ จะพูดถึงแนวทางความร่วมมือแต่ละด้าน คือ ความร่วมมือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความร่วมมือดูแลปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ความร่วมมือการส่งเสริมความเชื่อมโยง ในปัจจุบันมองว่า แต่ละภูมิภาคไม่สามารถรับมือเรื่องหนึ่ง ๆ ได้โดยลำพัง จึงต้องอาศัยความร่วมมือของภูมิภาคอื่น ๆ เข้ามาประกอบด้วย และ ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี และคณะ จะเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในวันเสาร์ที่ 16 ก.ค. เวลาประมาณ 17.30 น.







