
พิพาททะเลร้าว สัมพันธ์ศก.จีน-อาเซียนสะเทือน
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์, นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์, นันทิยา วรเพชรายุทธ
ผลการตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ เมื่อวานนี้ นับว่าเป็นไปตามความคาดหมายที่ออกมาเป็นบวกกับฟิลิปปินส์ ผู้ยื่นเรื่องเพียงฝ่ายเดียวเข้าสู่กรุงเฮก เมื่อกว่า 2 ปีก่อน และยังเป็นไปตามความคาดหมาย ว่าการตัดสินครั้งนี้จะไม่ใช่จุดจบของปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ แต่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดที่มากขึ้น เนื่องจากคาดกันว่าจีนจะยิ่งมีท่าทีแข็งกร้าวตามมาอีก หลังจากที่ประกาศไม่ยอมรับผลการตัดสิน
นับเป็นความตึงเครียดที่หลายฝ่ายหวั่นวิตกกันด้วยว่า จะสร้างความร้าวฉานในภาพรวมต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ไปด้วย โดยเปลี่ยนจากเวทีที่นำโดยเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ไปเป็นเวทีการเมืองอย่างเต็มสูบ
ที่ผ่านมาจีนได้ใช้ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์กับอาเซียนมาตลอดหลายทศวรรษ โดยเฉพาะตั้งแต่หลังวิกฤตการณ์การเงินเอเชีย หรือวิกฤตต้มยำกุ้งระหว่างปี 1997-1998
ประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน ของจีนในขณะนั้น ได้พบปะอย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำชาติอาเซียนเป็นครั้งแรก และออกแถลงการณ์ร่วมจับมือมุ่งสู่ศตวรรษที่ 21 ตัดสินใจเป็นหุ้นส่วนที่ดีต่อกัน ผลักดันกรอบความร่วมมือในหลากหลายด้าน ก่อนจะกลายเป็นข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอจีน-อาเซียนในที่สุด รวมไปถึงการตั้งโครงการริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกองทุนสำรองพหุภาคีรับมือในยามวิกฤตระหว่างอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ วงเงิน 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2000
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนกลับเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้านการเมืองที่นำโดยข้อพิพาทในทะเลจีนใต้-ทะเลจีนตะวันออก และนโยบายปักหมุดกลับมาทวงอิทธิพลของสหรัฐ หรือด้านเศรษฐกิจจากปัญหาภายในของจีนเอง และการแข่งขันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายอื่นๆ ที่มาทั้งรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี
ปัญหาหนี้มหาศาลที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากการอัดฉีดทางการคลังครั้งใหญ่ในปี 2008 มาตรการกวาดล้างคอร์รัปชั่นในประเทศ และปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ยาวนานต่อเนื่องจนฉุดการผลิตและการค้าให้ซบเซาลง ทำให้จีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของอาเซียน ไม่อาจเป็นที่พึ่งพาเพียงฝ่ายเดียวเหมือนที่ผ่านมาได้อีกต่อไป
หลายประเทศจำเป็นต้องงัดมาตรการทางการเงินและการคลังมาช่วยพยุงเศรษฐกิจในประเทศไปก่อน ในยามที่การส่งออกไปจีนขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ เช่น อินโดนีเซียที่เดินหน้าการลงทุนภาครัฐครั้งใหญ่ และเปิดให้ต่างชาติทั้งจีนและญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ขณะที่มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 กับจีน เดินหน้าขยายการขาดดุลงบประมาณเพื่อออกมาตรการกระตุ้นและพยุงเศรษฐกิจในหลายด้าน
หลายประเทศยังคงเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจโลกที่นำโดยสหรัฐปรับตัวดีขึ้น และการเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจของจีนจากการเน้นส่งออกสู่การบริโภคภายใน เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น สถานการณ์โดยรวมก็จะดีขึ้นตามไปด้วย
ทว่าไม่ใช่ทุกประเทศที่มองหรือวางแผนอนาคตของประเทศตนเองเช่นนี้ โดยเฉพาะเวียดนามและฟิลิปปินส์ ที่กำลังเดิมพันทั้งเศรษฐกิจและการเมืองกับขั้วตรงข้าม และส่งผลให้ท่าทีต่อกรณีพิพาทในทะเลกับจีนมีความตึงเครียดและเผชิญหน้ากันเพิ่มขึ้นด้วย
ฟิลิปปินส์นั้นอยู่ในกลุ่มท้ายๆ ในอาเซียน ที่มีสัมพันธ์การค้าและการลงทุนกับกรุงปักกิ่งเมื่อเทียบกับสัดส่วนและปริมาณการค้าการลงทุน โดยจีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 3 ที่ฟิลิปปินส์ส่งออกไปจีนในสัดส่วน 12% รองจากอันดับ 1 อย่างญี่ปุ่นที่ 21% และสหรัฐที่ 15% ในปี 2015 และในระหว่างที่ฟิลิปปินส์ผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคของประธานาธิบดี เบนิญโญ อาคิโน ที่ 3 นักลงทุนรายใหญ่อย่างญี่ปุ่นและสหรัฐ ก็เป็นกลุ่มที่กวาดการลงทุนไปได้ส่วนใหญ่ เช่น โครงการระบบรางที่ญี่ปุ่นปล่อยกู้ให้ฟิลิปปินส์ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (7.03 หมื่นล้านบาท)
ขณะที่เวียดนามนั้นอาจเรียกได้ว่ามีบทเรียนมาแล้วจากกรณีพิพาททางทะเลกับจีนในปี 2014 ที่นำไปสู่การประท้วงบุกเผาทำลายโรงงานของจีนในเวียดนามเป็นวงกว้าง และนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจตามมา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มน้ำหนักให้เวียดนามหันไปยังขั้วเศรษฐกิจใหม่ที่นำโดยสหรัฐเต็มตัว แม้ว่าจีนจะเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 ของเวียดนามก็ตาม
การเข้ามาของความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ตั้งแต่ปี 2009 ของ 12 ชาติแปซิฟิกที่นำโดยสหรัฐ และมี 4 ชาติอาเซียนอย่างบรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม เป็นประเทศภาคีร่วมก่อตั้งนั้น ยังสร้างความสั่นคลอนต่อความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนต่อภูมิภาคนี้อย่างน่ากังวล โดยเฉพาะเวียดนามที่จะสามารถทยอยลดการพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากจีนได้มากขึ้น
รัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เองก็ตระหนักดีถึงความท้าทายทั้งการเมืองและเศรษฐกิจดังกล่าว และนำไปสู่โครงการยุทธศาสตร์ใหม่ในปี 2013 อย่าง “1 แถบ 1 เส้นทาง” (One Belt, One Road) ที่ครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมทั้งเอเชีย เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าให้ได้ 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 87 ล้านล้านบาท) ภายในอีก 10 ปี และในโครงการนี้ยังแบ่งย่อยเป็น “เส้นทางสายไหมทางน้ำแห่งศตวรรษที่ 21” เชื่อมกับท่าเรือทางตอนใต้ของจีน ผ่านไปยังทะเลจีนใต้และช่องแคบมะละกา เพื่อไปทะเลอินเดีย ซึ่งเปิดไปสู่เส้นทะเลแดงและเมดิเตอร์เรเนียน เชื่อมต่อเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปเข้าด้วยกัน
ไม่เพียงเท่านั้นจีนยังจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี)ขึ้น เพื่อใช้สนับสนุนการสร้างพื้นฐานในโครงการหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง และขยายอิทธิพลต้านกับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ของสหรัฐ และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ของญี่ปุ่น ท่ามกลางประเทศตลาดเกิดใหม่เอเชีย เช่นเดียวกับอาเซียน ที่ต้องการแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
ทว่าการเชื่อมต่อของจีนกลับต้องประสบปัญหาหลายด้าน เช่น เส้นทางจุดเริ่มต้นจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ออกสู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป คือ เส้นทางรถไฟความเร็วสูง 3,000 กิโลเมตร จากคุนหมิง มณฑลยูนนานทางตอนใต้ของประเทศจีนไปยังสิงคโปร์ ที่เผชิญปัญหากับลาวเนื่องจากตกลงด้านผู้ลงทุนสร้างไม่ลงตัว
เจ้าเจียน ศาสตราจารย์ด้านคมนาคมจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งเจียวตง ระบุว่า แม้จีนจะเสนอทุนสร้างทั่วภูมิภาคมากถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 ล้านล้านบาท) แต่อัตราดอกเบี้ยกลับอยู่ที่ 2-7% ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศที่ต้องการต้นทุนเงินกู้ถูก โดยเฉพาะกับลาวที่เป็นประเทศยากจนและไม่สามารถหาทุนสร้างทางรถไฟเชื่อมจีนมูลค่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.45 แสนล้านบาท) ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ความตึงเครียดจากข้อพิพาททางทะเลจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่อาจสรุปได้ง่ายๆ เช่นกันว่าจะส่งผลให้อาเซียนทั้งภูมิภาคมึนตึงกับจีนหรือกระทบต่อสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไปด้วย เนื่องจากอีกหลายประเทศยังมีการพึ่งพาทางเศรษฐกิจกับจีนเป็นหลักในฐานะคู่ค้าอันดับ 1 (ไม่รวมอาเซียน) เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย
อินโดนีเซียเองที่มีปัญหาสุ่มเสี่ยงทางประมงกับจีนกรณีหมู่เกาะนาทูนา ที่ใกล้กับเขตเส้นประ 9 เส้น (9 แดช ไลน์ส) ของจีน ก็ยังต้องระวังท่าทีในการแก้ปัญหากระทบกระทั่งกันไม่ให้บานปลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะยังต้องพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากจีนอีกมาก โดยในปี 2015 ที่ผ่านมาการลงทุนของจีนในอินโดนีเซียขยายตัวเพิ่มอยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.73 แสนล้านบาท)
แม้แต่เวียดนามเองก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนขั้วได้ทันทีง่ายๆ โดยในปี 2015 จีนได้ขนเงินเข้าลงทุนโดยตรงในเวียดนามมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.96 ล้านล้านบาท) และเวียดนามเองก็ยังระวังไม่ให้ปัญหาพิพาททางทะเลนำไปสู่ปัญหาใหญ่ซ้ำรอยอีกครั้ง เพราะความสัมพันธ์กับพญามังกรจีนนับเป็นการเดิมพันใหญ่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ง่ายๆ เช่นกัน







