
ยึดแบบพ่อแต่ขอเป็นแนวปลื้ม
...ทวี สุรฤทธิกุล
อังคารที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่สำคัญอยู่ 2 เรื่อง หนึ่ง คือ การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้คนใหม่แล้วคือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี สอง คือ กฎเกณฑ์ใหม่ในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ
การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ก็เป็นไปตามคาด หลังจากที่ยืดเยื้อกันข้ามปีเพราะตกลงกันไม่ได้ในหลายระดับ แต่เมื่อ
“กล่อมเกลา” กันได้ก็สำเร็จเรียบร้อยโรงเรียนอภิสิทธิ์ในเวลาเพียง 15 นาที แม้จะง่ายดายขนาดนี้ก็ไม่วายที่จะมีข่าวตามมาว่า งานนี้ยังไม่ราบรื่นหรอก คุณวิเชียรอาจจะ “มีอันเป็นไป” ได้ทุกเมื่อ ในบรรยากาศทางการเมืองที่ร้อนแรง ทั้งในระดับพื้นที่และระดับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการเลือกตั้งใหญ่ที่น่าจะต้องมีอย่างแน่นอนภายในปีหน้าอย่างไรก็ตาม ก็เป็นที่คาดหวังว่า ถ้าคุณ วิเชียรฉลาดหรือมีดีพอก็อาจจะพาตัวรอดพ้นจาก
“สหบาทา” ในทางการเมืองทั้งหลายเหล่านั้นได้ อย่างที่เซียนฟุตบอลบางคนบอกว่า ต้องทำตัวให้เป็นเหมือน “ลูกฟุตบอลจาบูลานี” อันสามารถลื่นไหลมีอำนาจเหนือฝ่าเท้าของเหล่าเทพในสนามฟุตบอลนั้นได้ เช่นเดียวกัน ตำรวจที่ดีก็ต้องไม่อยู่ใต้อาณัติของนักการเมืองฉันนั้นในการประชุมคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อันเนื่องมาจากมีข้อร้องเรียนจากนายตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจำนวนมากในหลายๆ กองบัญชาการ โดยได้ประชุมครั้งแรกในวันที่ 11 ก.พ. 2553 แต่ประชุมไปได้ 5 ครั้งก็ต้องชะงักไว้ เพราะติดการประกาศภาวะฉุกเฉินซึ่งต้องใช้ตำรวจไปช่วยป้องกันสถานการณ์ (แต่แล้วก็แค่ไปทำฟาร์มมะเขือเทศ) จนมาประชุมได้อีกครั้งเมื่อปลายเดือน พ.ค. และประชุมกันมาทุกสัปดาห์ จนสามารถ
“ปิดบัญชี” ไปได้ทุกกองบัญชาการที่มีเรื่องร้องเรียนมา เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมาเช่นกันก่อนอื่นต้องขอเล่าถึงปัญหาของการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจในปีนี้ที่
“เกิดเรื่อง” ค่อนข้างมากกว่าทุกปี ซึ่งเริ่มจากปัญหาในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตัวจริงที่ตั้งไม่ได้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลกระทบสำคัญใน 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ ความระส่ำระสายของการแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาตำรวจในระดับรองๆ ลงมา โดยเฉพาะในระดับกองบังคับการและกองกำกับการ ที่ตามกฎหมายของตำรวจที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547) ได้ “กระจาย” อำนาจในการแต่งตั้งไปยังกองบัญชาการทั้งหลายนั้นแล้วแต่ความเป็นจริงก็ยัง
“กระจุก” อยู่แบบเดิม เพราะยังมี “ผู้มีอำนาจ” ส่ง “ใบสั่ง” มาให้พิจารณาและบังคับให้ตั้งให้ได้อยู่เช่นเคย และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ แต่เดิมใบสั่งที่ส่งผ่าน ผบ.ตร.มา ค่อนข้าง “ศักดิ์สิทธิ์” เพราะความที่เป็นของจริงจากตัวจริง แต่นี่เมื่อเป็นแค่ “รักษาการ” จึงไม่ค่อยมีการเกรงอกเกรงใจกันและมีการ “พลิกโผ” กันจำนวนมาก รวมทั้งโผ (ที่ตำรวจเขาเรียกกันว่า “ตั๋ว”) ที่มาจากแหล่งแปลกๆ ที่ปลิวว่อนมากเป็นพิเศษ จึงทำให้มีการร้องเรียนกันมาก อย่างที่คณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้รับมาดำเนินการดังกล่าว“
ความกล้าหาญ” ของตำรวจในปีนี้นับว่าเป็นเรื่องประหลาดที่น่าชื่นชม (แม้จะเป็นการปกป้องประโยชน์ส่วนตนแบบที่ตำรวจส่วนใหญ่ชอบกระทำก็ตามที) โดยที่ผู้ร้องเรียนส่วนใหญ่กล้าที่จะเปิดเผยตนเอง แต่ก็มีอยู่มากที่ไม่ระบุชื่ออย่างที่เราเรียกว่า “บัตรสนเท่ห์” ทว่าบัตรสนเท่ห์เหล่านี้กลับมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ซึ่งเมื่อนำไปสอบเทียบกับการให้ปากคำของผู้บังคับบัญชาที่คณะกรรมการเรียนเชิญมา ก็ทำให้ได้ “ลาดเลา” ของการทุจริตที่น่าตื่นเต้นข้อมูลจากการสอบสวนผู้บัญชาการและคณะที่มาให้ปากคำกำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำเป็นรายงานที่ละเอียดเพื่อให้รัฐบาลได้นำไปแก้ไขต่อไป อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการได้ส่งข้อสรุปในเบื้องต้นไปให้นายกรัฐมนตรีแล้ว และข้อเสนอของคณะกรรมการท้ายรายงานสรุปฉบับนี้ก็ได้ปรากฏเป็นข่าวในการประชุม ก.ต.ช. เมื่อวันที่ 10 ส.ค.นั้นด้วยเช่นกัน
ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการมีอยู่ 4 ข้อ 1 คือ ให้เพิ่มสัดส่วนการแต่งตั้งตามอาวุโสเป็น 33% จากเดิม 25% เพื่อลดการใช้
“ดุลพินิจ” ให้น้อยลง 2 คือ ให้มีการจัดทำรายชื่อและลำดับอาวุโสของนายตำรวจทุกระดับให้ชัดเจน ก่อนที่จะมีการพิจารณาแต่งตั้ง 3 คือ จะต้องให้มีช่องทางในการท้วงติงหรือร้องเรียน รวมทั้งการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้นายตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกนายได้ตรวจสอบ และ 4 ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งสามข้อข้างต้น จะต้องถูกสอบสวนทางวินัยหรือได้รับโทษทัณฑ์ตามสมควรตามข่าวที่ท่านโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงดูจะมีความชัดเจนเพียง 3 ข้อ แต่ข้อสุดท้ายไม่เห็นปรากฏในข่าว ซึ่งอาจจะตีความได้ว่าไม่ได้มีการพิจารณา หรือถ้ามีการพิจารณาก็อาจจะหลงลืม หรือบางทีก็อาจจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องอุบไว้ เพื่อไม่ให้
“ไก่ตื่น”ย้อนกลับไปที่การแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร เป็น ผบ.ตร.อีกครั้ง ท่านผู้นี้ก็เป็นความหวังของวงการตำรวจและของประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะในส่วนของรัฐบาลที่ได้ตั้งคณะกรรมการระบบงานตำรวจขึ้นมาก่อนหน้านี้ ที่หวังว่าคุณวิเชียรจะได้มาร่วมมือในการปฏิรูปองค์กรตำรวจอย่าง
“จริงจังและจริงใจ” ส่วนหนึ่งก็เพื่อสร้างชื่อให้กับคุณวิเชียรนั้นด้วยผู้เขียนในฐานะกรรมการคนหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูประบบงานตำรวจชุดนี้ กำลังจะเตรียมข้อเสนอไว้ให้คุณวิเชียรพิจารณาอยู่ 3 เรื่อง คือ 1 การยกระดับมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของตำรวจ (ให้มีปรากฏบ้าง) 2 การเอาใจใส่ในการพัฒนาความเป็นวิชาชีพของตำรวจโดยเริ่มจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด (เพราะปัจจุบันตำรวจกำลังจะมีอาชีพเป็น
“เกษตรกร” กันเสียหมด ไม่ใช่แค่ฟาร์มมะเขือเทศ แต่คือการ “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่”) และ 3 การนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมและทดแทนงานบางอย่างของตำรวจให้มีประสิทธิภาพเริ่มต้นตำรวจเองควรจะเปิดใจให้กว้าง โดยที่น่าจะมีการเปิดเวทีให้ประชาชนได้ให้ข้อแนะนำเพื่อปรับปรุงกิจการตำรวจอย่างเปิดเผย พร้อมกับการซักถามกันอย่างเปิดอก อย่างผู้เขียนก็อยากถามว่า ทำไมตำรวจจึงชอบขี่มอเตอร์ไซค์ในเลนทางด่วนบนถนนวิภาวดี (เพราะผู้เขียนอยู่บนถนนเส้นนี้) ทำไมตำรวจจึงชอบหันหลังให้คนขับรถที่ปาดแซงและจอดไม่เป็นที่เป็นทาง (โดยเฉพาะผู้ปกครองโรงเรียนหอวังที่ผู้เขียนก็มีลูกอยู่ที่นั่น) และทำไมในซอยแจ้งวัฒนะ 5 จึงไม่กล้าจัดการกับตลาดนัด (ทุกวัน) ที่ใช้ถนนเป็นที่ขายของ (ที่โพสต์ทูเดย์หน้า 4 ก็เคยบอกไปแล้ว ซึ่งผู้เขียนต้องผ่านอยู่เป็นประจำ และมีคนยุว่าถ้าตำรวจยังไม่จัดการให้ไปฟ้องศาลปกครอง) ฯลฯ
คอลัมน์เล็กๆ นี้คงไม่มีผลอะไรกับตำรวจหรอก เพราะท่าน
“หลับ” มานานเหลือเกิน!






