
ศาลปกครองเรียกไต่ส่วนปม "ไอลอว์" ร้องเพิกถอนประกาศกกต.
ศาลปกครองสูงสุดเรียกไค่สวน ไอลอว์-กกต. ก่อนพิจารณารับคำร้องเพิกถอนประกาศเกณฑ์การแสดงความเห็นในการอออกเสียงประชามติหรือไม่
ศาลปกครองสูงสุดเรียกไค่สวน ไอลอว์-กกต. ก่อนพิจารณารับคำร้องเพิกถอนประกาศเกณฑ์การแสดงความเห็นในการอออกเสียงประชามติหรือไม่
นายประวิตร บุญเทียม ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวนเรียกไต่สวนกรณี นายจอน อึ้งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และนักวิชาการด้านสิทธิมุษยชน รวม 13 ราย ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนประกาศ กกต. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการแสดงความคิดเห็น ในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559
โดยการไต่สวนครั้งนี้เพื่อศาลจะพิจารณาว่าจะรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณามีคำวินิจฉัยหรือไม่ และจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ประกาศกกต. และรายการ"7สิงหาประชามติร่วมใจ"ที่กำลังออกอากาศ ไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือไม่ ซึ่งคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายนำโดยนายจอน ผู้อำนวยการไอลอว์ นายเอกชัย ไชยนุวัฒน์ นักวิชาการ นางศรีประภา เพชรมีศรี ผู้ฟ้องคดี ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องมีนายชนินทร์ น้อยเล็กผู้อำนวยการสำนักกฏหมายและคดี สำนักงาน กกต. นายพัฒนพงษ์ กัลลประวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการสนับสนุนโดยรัฐ เป็นตัวแทน กกต. เข้าชี้แจงต่อศาล หลังการไต่สวนนานกว่า 4 ชั่วโมง
นายเอกชัย กล่าวว่า ในการไต่สวนครั้งนี้ อยากให้ศาลรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา เพราะประชามติครั้งนี้มีความสำคัญกับประชาชนทุกคนเราจึงถือเป็นผู้เดือดร้อนเสียหายจากประกาศกกต.ดังกล่าว ส่วนที่ขอให้ศาลระงับการบังคับใช้ประกาศกกต.ไว้ก่อนเนื่องจากปิดกั้นการแสดงออกโดยในชั้นไต่สวนผู้แทนของกกต.ให้ถ้อยคำกับศาลว่า ประกาศกกต.เป็นเพียงคำแนะ หากไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีโทษทางอาญา แต่ถ้าทำผิดประกาศกกต. แล้วไปเข้ามาตรา 61 วรรคสอง ของพ.ร.บ.ว้าด้วยการออกเสียงประชามติ ก็จะมีโทษทางอาญา ซึ่งทางผู้ฟ้องคดีก็ได้ให้ข้อมูลล่าสุดต่อศาลเป็นกรณีที่มีการจับกุมนักศึกษาและผู้สื่อข่าวที่จ.ราชบุรี ในความผิดตามมาตรา 61 วรรคสองพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยศาลก็รับทราบข้อเท็จจริง รวมถึงซักถามผู้แทนกกต.เรื่องการรณรงค์ใส่เสื้อ แจกสติกเกอร์ว่าทำได้หรือไม่ ทางกกต.ก็ยืนยันว่าทำได้แต่อย่าให้เข้าข่ายความผิดตามมาตราดังกล่าว
นายเอกชัยกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องขอให้ศาลพิจารณาสั่งระงับการออกอากาศ “รายการ 7 สิงหาประชามติร่วมใจ”ก็ข้อมูลกับศาลว่ากกต.ไม่มีหน้าที่จัดรายการเอาใครมาออก การที่เอาสนช. กรธ. มาออกเป็นการแสดงความเห็นไม่ครบถ้วน ขัดกับหลักประชามติ จึงขอให้ศาลพิจารณา เพราะถ้ากระบวนการประชามติไม่ชอบธรรม ผลที่ได้ก็จะไม่ชอบธรรมไปด้วย ซึ่งยืนยันว่าการมาฟ้องไม่ได้มีอคติกับกกต. แต่คิดว่าประกาศกกต. ลิดรอนเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเวลานี้เหลืออีก 28 วัน จะมีการออกเสียงประชามติ ก็อยากให้ทุกฝ่ายมีความมั่นคงทางกฎหมายว่า การแสดงความคิดเห็นใด ไม่เป็นความผิดทางกฎหมาย
ด้านนายจอน กล่าวว่า กกต.ยืนยันว่าการรณรงค์รับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทำได้ แต่ต้องไม่เข้าเงื่อนไขการกระทำข่มขู่ ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดมทางการเมใอง ซึ่งเห็นว่าการจำแนกให้ขัดมันยาก ทำให้ประชาชนไม่กล้าที่แสดงออกเพราะไม่รู้ว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่าผิดหรือไม่ผิด จึงขอให้ศาลพิจารณามีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว การทำประชามติประชาชนจะต้องเข้าใจในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เพื่อจะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจ จึงต้องเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ดี แต่ปัจจุบันความเห็นต่างทำไม่ได้ มีการจับกุม ทำให้ประชาชนขาดข้อมูลในการตัดสินใจ ถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ การออกเสียงประชามติก็จะไม่น่าเชื่อถือ ไม่เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ และจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต ซึ่งในการไต่สวน ส่วนตัวก็ได้นำเอกสารความเห็นแย้ง ที่จัดทำโดยขบวนการประชาธิปไตยใหม่มอบให้กับศาลด้วย โดยศาลก็บอกว่าจะเร่งพิจารณาและมีคำสั่งโดยเร็ว







