posttoday
เกินดุลเดินสะพัดสูง ดีต่อเศรษฐกิจจริงหรือ?

เกินดุลเดินสะพัดสูง ดีต่อเศรษฐกิจจริงหรือ?

11 กรกฎาคม 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

จากการประเมินเศรษฐกิจครั้งล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ไว้ว่าปีนี้ หากเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโต (จีดีพี) ที่ระดับ 3.1% เราน่าจะมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 37,800 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปรากฏว่าในช่วง 5 เดือนแรกกลับพบว่าดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลถึง 21,973 ล้านเหรียญสหรัฐทำให้เกิดข้อถกเถียงกันในวงกว้างว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงๆ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจริงหรือไม่ โดยด้านหนึ่งมองว่า เกินดุลดีกว่าขาดดุล เพราะหากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลค่อนข้างสูง จะเป็นปัจจัยลบที่กดดันเงินบาทแข็งค่า ส่งผลต่อการเติบโตของภาคการส่งออก เหนี่ยวรั้งการเติบโตทำให้จีดีพีโตได้น้อย เพราะการส่งออกมีสัดส่วนที่สูงในจีดีพี หากเงินบาทแข็งค่าก็มีผลให้ส่งออกได้น้อยลงไปอีก จากปัจจุบันที่ติดลบอยู่แล้ว ก็มีโอกาสเสี่ยงจะหดตัวเพิ่ม โดย ธปท.คาดว่าปีนี้การส่งออกของไทยจะหดตัว 2.5% และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดหด 1.7% ส่วนธนาคารโลกคาดโต 0%

แต่อีกมุมมองหนึ่งเห็นว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงน่าจะเป็นข้อดีของเศรษฐกิจในขณะนี้ เพราะสะท้อนความสามารถของเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานดี สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้ เสมือนมีเบาะรองรับหากเกิดปัจจัยเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนที่ไม่คาดคิด จากภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางมากระทบ ที่สำคัญ เมื่อภาวะเศรษฐกิจพื้นตัวได้ชัดเจนกว่านี้ การลงทุนภาคเอกชนจะกลับมาขยายตัวได้เร็วมากขึ้น เพราะมีแหล่งเงินทุนที่เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องไปกู้ยืมจากต่างประเทศ

ด้าน เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา และหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่า การมีดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ดูรวมๆ มองเผินๆ แล้วดีต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีเหตุการณ์ความไม่แน่นอน หรือมีปัจจัยเสี่ยงอยู่เรื่อยๆ อย่างการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (เบร็กซิต) สถานการณ์เศรษฐกิจยุโรปที่อาจมีประเทศอื่นๆ ขอแยกตัวออกเพิ่มเติม หรือสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ฯลฯ ภาวะเช่นนี้ คนจึงกังวลต่อปัญหาเงินทุนไหลออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (อีเมอร์จิ้งมาร์เก็ต) รวมทั้งประเทศไทยด้วย เพื่อไปหา หรือไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างเงินเหรียญสหรัฐ ทองคำ หรือเงินเยนแทน

“หากมองประเด็นความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว เศรษฐกิจไทยเราถือว่ามีความเสี่ยงน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค เพราะเรามีหนี้ต่างประเทศต่ำ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ทำให้ไม่ต้องไปพึ่งเงินกู้จากต่างประเทศเหมือนในอดีต หรือเหมือนประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ นอกจากนี้ ยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง สรุปว่า หากมองแบบผิวๆ เราจะได้ผลดีต่อการรับมือกับเศรษฐกิจที่เปราะบาง” เศรษฐพุฒิ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เศรษฐพุฒิ เห็นว่า หากมองให้ลึกเข้าไปในเชิงโครงสร้างแล้ว ต้องไม่ลืมว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยขณะนี้ เกิดมาจากการส่งออกที่ลดลง แต่มูลค่านำเข้ายิ่งน้อยลงไปอีก จากเศรษฐกิจโลกชะลอ และเมื่อดูไส้ในแล้ว จะพบมูลค่าการออมลบมูลค่าการลงทุนจะเท่ากับดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล หรือพูดง่ายๆ การออมของไทยสูงกว่าการลงทุน จึงมีการเกินดุล

เศรษฐพุฒิ อธิบายว่า ภาวะปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤตปี 2540 ที่ไทยมีการลงทุนสูงกว่าการออม จึงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7-8% ของจีดีพี และยังมีการนำเข้ามากกว่าส่งออก มีการลงทุนสูงมากจากการไปกู้ในต่างประเทศ ทำให้หนี้ต่างประเทศสูงขึ้น เศรษฐกิจจึงดูเปราะบางในด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย เพราะหากต่างประเทศมีเรียกหนี้คืนก็จะกระทบต่อไทยอย่างรุนแรง

ขณะที่ปัจจุบันเป็นภาพด้านกลับของปี 2540 ซึ่งล่าสุดไทยมีหนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ เกินดุลบัญชีสะพัดสูง ทุนสำรองสูง แต่การลงทุนต่ำมาก กลายเป็นว่าความเปราะบางทางเศรษฐกิจในยุคนี้เกิดจากการที่ไม่มีการลงทุน

ดูเผินๆ แล้ว การที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ทำให้ไทยไม่ต้องกลัวถูกเจ้าหนี้ต่างประเทศเรียกหนี้คืน แต่ขณะเดียวกัน การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ก็ไม่ได้หมายถึงว่าไทยมีสุขภาพเศรษฐกิจที่ดี หรือเป็นการเกินดุลที่ส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว เพราะตราบใดที่ไม่มีการลงทุนที่เพียงพอต่อการจะรองรับการเติบโตในระยะยาว ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ศักยภาพการเติบโตของประเทศก็ถดถอย เพราะปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีต่ำมาก ต่ำกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หรือก่อนเกิดวิกฤตปี 2540 เสียอีก

ด้วยเหตุนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงที่ประมาณ 7-8% ของจีดีพีในปัจจุบัน กลายเป็นภาพสะท้อนว่าไทยมีการลงทุนที่ต่ำกว่าศักยภาพและต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ผลคือ ไทยจะขาดการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขาดการเตรียมรับการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะประเทศที่จะเติบโตได้ในอัตราที่สูงขึ้นหรือโตได้เต็มศักยภาพ ควรมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องและในระดับที่เพียงพอ

ทั้งนี้ การจะบอกว่าลงทุนพอหรือไม่ หรือต่ำไปหรือไม่ สามารถดูได้จากตัวเลขแคปปิตอลสต๊อก ที่สะท้อนถึงการลงทุนหรือการเติมเงินลงไปในกิจการ เพื่อพัฒนาความสามารถในการผลิต เทคโนโลยี นวัตกรรม เหมือนการเพิ่มเครื่องจักรอุปกรณ์ให้ธุรกิจที่มันจะไปทำให้ธุรกิจเติบโตได้มากขึ้นในอนาคต

“ถ้าเปรียบเทียบการลงทุนเพื่อเตรียมการรองรับการเติบโตในระยะต่อไป พอจะดูได้จาก Growth of capital stock ซึ่งข้อมูลในช่วงปี 2548-2553 เห็นชัดว่าไทยมีสัดส่วนเพียงประมาณ 3.6-3.9% ส่วนเวียดนาม 10-10.6% มาเลเซีย 4.6-5% อินโดนีเซีย 5-6.8% ซึ่งการลงทุนต่ำทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าภูมิภาค โตได้น้อย จะเป็นปัญหาต่อการเติบโตในระยะยาวของประเทศไทย” เศรษฐพุฒิ ระบุ

เพราะฉะนั้น ในความเห็นของเศรษฐพุฒิ ประเทศไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดบ้างก็ได้ แต่เป็นการขาดดุลถ้ามีการลงทุนเพิ่ม และต้องเป็นการลงทุนเพิ่มเพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตในอนาคต ไม่ใช่ลงทุนจนเกินตัวเหมือนปี 2540

ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การเกินดุลสูงในสถานการณ์ที่ความไม่แน่นอนสูง น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพราะถ้าดุลบัญชีเกินดุลจะไปสะท้อนที่ทุนสำรองประเทศสูง เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรมากระทบ ประเทศไทยก็จะไม่ถูกมองว่าเปราะบางหรือเป็นจุดอ่อน เพราะมีทุนสำรองที่เพียงพอจะรองรับการไหลออกของเงินทุนได้ เพียงพอต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ

ส่วนการเกินดุลสูงจะดึงเงินทุนไหลเข้าประเทศและทำให้เงินบาทแข็งค่านั้น แต่ก็จะเห็นว่าเงินบาทแข็งค่าเพียง 2% กว่า เทียบกับญี่ปุ่นที่แข็งไป 10% ยุโรปแข็ง 2-3% และการแข็งค่าส่วนหนึ่งเพราะเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงด้วย แต่ถ้าเทียบกับเงินหยวนของจีนที่ค่อนข้างทรงตัว ไทยคงเสียเปรียบบ้าง

“ดูรวมๆ ผมว่าเงินบาทไม่ได้แข็งมากจนเป็นอุปสรรคหรือทำให้ภาคส่งออกเสียเปรียบคู่แข่งประเทศอื่น ที่สำคัญ เศรษฐกิจประเทศต่างๆ หรือประเทศผู้ซื้อชะลอการนำเข้า สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกที่ทำให้กำลังซื้อลดลง บวกกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่ำตามตลาดโลก ทำให้ราคาสินค้าส่งออกหดตัวตาม เรื่องพวกนี้น่าจะกระทบส่งออกมากกว่าเงินบาทอีก” เชาว์ กล่าว

แม้จะมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่หากมองให้รอบด้าน ในระยะสั้น ที่ภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดไว้น่าจะดีกว่าขาดดุล เพราะช่วยให้เศรษฐกิจมีเบาะรองรับแรงกระแทกจากปัจจัยลบต่างๆ ได้

แต่ในระยะยาว ถ้าไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ด้วยสาเหตุที่การลงทุนต่ำอย่างต่อเนื่อง คงไม่ดีต่อเศรษฐกิจแน่นอน เพราะเท่ากับประเทศไทยจะไม่มีปัจจัยด้านการลงทุนมาผลักดันให้มีการสร้างผลผลิตเพิ่ม และสร้างรายได้ให้กับคนไทยเพิ่มนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท