
“สุรบถ หลีกภัย”"ผมจะรอล้างการเมืองเก่า"
โดย..ทีมข่าวการเมือง
โดย..ทีมข่าวการเมือง
เป็นหนุ่มที่ฮอตที่สุดในสัปดาห์นี้เลยก็ว่าได้ สำหรับ “สุรบถ หลีกภัย” หรือที่ใครๆ เรียกว่า “น้องปลื้ม” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ที่เข้ามาชิมลางทางการเมืองด้วยการรับตำแหน่งรองโฆษกกระทรวงวัฒนธรรมฝ่ายการเมือง ด้วยวัยเพียง 22 ปี โดยมี “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รมว.วัฒนธรรม ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกของนายหัวชวน เป็นเจ๊ดันเต็มที่ ถึงขนาดตั้งเป้าว่าความฝันของอานิพิฏฐ์คนนี้อยากเห็นหลานปลื้มขึ้นบัลลังก์นายกรัฐมนตรีในอีก 30 ปีข้างหน้า
ด้วยเวลาการสัมภาษณ์ที่จำกัดเพราะมีสื่ออีกหลายสำนักมารอสัมภาษณ์จำนวนมาก ทำให้เราต้องถามทีเดียวหลายคำถามพร้อมกันเลยว่า คุณคิดว่าการเมืองคืออะไร คุณจะรับแรงเสียดทานได้มั้ย คุณตั้งเป้าหมายทางการเมืองไว้อย่างไร คุณอยากเป็นนายกฯ หรือเปล่า
“สุรบถ” รับฟังคำถามอย่างตั้งใจพร้อมกับตอบด้วยท่าที่เอาจริงเอาจังว่า ผมต้องการล้างการเมืองเก่า ก่อนจะขยายความว่าในความคิดของปลื้มอาชีพการเมืองหรือนักการเมืองเป็นอาชีพที่มีเสน่ห์มากและเป็นอาชีพที่สะอาดบริสุทธิ์ เพราะเป็นอาชีพที่ประชาชนไว้วางใจให้มาทำงาน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้หลุดพ้นจากความยากลำบาก
เพียงแต่ว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนไป ความหมายของคำว่า “นักการเมือง” ก็เปลี่ยนไปด้วย เพราะโดนอำนาจเงินตราทำให้คุณธรรมลดลง ด้วยความที่อาชีพการเมืองมันเคยสะอาดมากๆ พอโดนแบบนี้ไปจึงแปดเปื้อนได้ง่าย โดยเฉพาะการเมืองยุคนี้เป็นเหมือนกับที่คุณพ่อเคยพูดไว้ว่า สส.ในสภาซื้อเสียงเกินกว่าครึ่งทำให้อาชีพนักการเมืองเป็นเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ จากนักการเมืองกลายเป็นนักธุรกิจการเมือง มีการลงทุนถอนทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ กลายเป็นค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
“สำหรับภาพการเมืองในตอนนี้ ที่ประชาชนคงมองว่ามีแต่ความเสื่อมนั้น ปลื้มเชื่อว่ามันจะดีขึ้นไปตามกาลเวลา เพียงแต่ว่ามันจะมีใครเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า ซึ่งยุคนี้คงยังไม่ใช่ยุคของปลื้ม ดังนั้น ปลื้มอยากจะรอ รอให้คนยุคใหม่เข้ามา ซึ่งอาจจะเป็นคนรุ่นเดียวกับปลื้มให้อีก 10 ปีข้างหน้า พวกเราได้มาทำหน้าที่กัน พูดง่ายๆ ว่าต้องรอคนรุ่นผมที่จะมีโอกาสขึ้นมาทำงานการเมือง มาล้างการเมืองเก่า เราจะพยายามทำให้ได้ ปลื้มเชื่อว่าถึงเวลานั้นคนรุ่นปลื้มซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนน้ำใหม่จะล้างการเมืองเก่าได้” ปลื้ม อธิบายด้วยแววตามุ่งมั่น
การใช้คำว่า “คนรุ่นผม” แสดงว่าคุณสะสม “พรรคพวก” ไว้ล้างการเมืองเก่าแล้วหรือ “สุรบถ” ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “มีครับ มีแน่นอน มีจำนวนหนึ่ง แต่คนที่ได้เข้ามาทำงานก่อนคือปลื้ม เพราะคนอื่นยังไม่มีความพร้อมเพราะยังเรียนอยู่ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ทีมของเรามีความสามารถทุกคน คุยกันไว้หลายปีแล้วว่า ณ อนาคตให้มาทำงานร่วมกัน
สุรบถ กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายการทำงานการเมืองของตัวเองนั้น แม้อาจจะไม่สามารถทำงานจนเปลี่ยนประเทศชาติได้ แต่ก็อยากมีการเปลี่ยนค่านิยมบางอย่างโดยเฉพาะเรื่องความแตกแยกของสังคมไทยในขณะนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากที่สุด และอยากเข้ามาช่วยแก้วิกฤตนี้เพื่อทำให้อย่างน้อยสังคมไทยในวันข้างหน้าจะไม่เป็นแบบ “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต” ที่ทั้งสองโดนห้ามคบกันเพราะอยู่คนละพวกคนละแก๊งเท่านั้น โดยโรมิโออยู่มอนตะคิว ส่วนจูเลียตอยู่คาปุเล็ต ซึ่งทั้งสองตระกูลเกลียดกันมานานมากตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่พอทั้งสองคนมาพบกันแต่รักกันไม่ได้โดยไม่มีเหตุผล บอกแค่ว่าคบกันไม่ได้เพราะคาปุเล็ตกับมอนตะคิวไม่ถูกกัน
“ปลื้มกลัวว่าความแตกแยกตรงนี้จะเดินไปถึงจุดนั้น เพราะวันนี้หากถามคนทั้งสองสีว่าไม่ชอบกันเพราะอะไร เขาก็จะตอบสั้นๆ ว่า เพราะอยู่คนละสี แกสีแดง ฉันสีเหลือง คบกันไม่ได้ ซึ่งคนหลังๆ ก็ไม่รู้ว่าทำไมคบกันไม่ได้ คนรุ่นหน้านั้นก็บอกได้แค่ว่าโอ๊ย เขาเกลียดกันมานานแล้ว ต้องเกลียดกันต่อไปเราจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไม่ได้ ปลื้มยังเชื่อจากหัวใจว่าคนไทยเป็นเผ่าพันธุ์ที่รักกันและสามารถปรับความเข้าใจกันได้ เชื่อว่าที่ผ่านมาอะไรที่ผ่านมาถือว่ามันเกิดไปแล้ว แต่ก็เชื่อว่าในอนาคตคนไทยจะกลับมารักกันแน่นอน” ปลื้ม กล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เมื่อสอบถามถึงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมาโดยเฉพาะเรื่องคนเสื้อแดง ทำให้เราเห็นปฏิกิริยาของหนุ่มปลื้มที่นิ่งขึ้นในทันที พร้อมกับมีคำตอบที่สั้นที่สุดในตลอดการสัมภาษณ์ว่า ไม่ขอออกความเห็นเรื่องคนเสื้อแดง แต่เชื่อว่าคนเสื้อแดงมีรูปแบบประชาธิปไตยและความคิดของเขา ซึ่งเราต้องเคารพ เพราะไม่ว่าจะอยู่สีอะไร ขอแค่เคารพความคิดของทุกฝ่าย เคารพกฎหมาย และมีคุณธรรม มีแค่ 3 อย่างนี้ แต่ละสีจะทำอะไรก็ได้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ไม่ขอออกความเห็น เพราะเรื่องมันผ่านมาแล้ว และเชื่อว่าการตัดสินใจของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลานั้นๆ
และตอนนี้นาทีนี้ยังอยากเป็นนายกฯ อยู่มั้ย เขานิ่งสักพักก่อนจะตอบว่า กับตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” สำหรับตัวปลื้มเองถามว่ายังอยากเป็นนายกฯ เหมือนตอนเด็กๆ ที่ปลื้มอยากเป็นนายกฯ แบบคุณพ่ออยู่หรือไม่นั้น สำหรับปลื้มนาทีนี้ ตอนนี้มันขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองว่าจะเอื้อต่อความตั้งใจของเราหรือเปล่า
“ตอนนี้จึงรู้สึกว่าทั้ง ‘อยาก’ และ ‘ไม่อยาก’ เพราะปลื้มอยากเป็นนายกฯ เพราะต้องการทำประโยชน์ให้กับประชาชน ชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าปัจจัยมันเอื้อให้ปลื้มได้ทำตามนี้ได้ปลื้มก็อยากเป็น แต่ถ้าสมมติว่าแม้จะได้เป็นนายกฯ แต่ดูแล้วปลื้มไม่สามารถทำตามที่ตั้งใจได้ ปลื้มก็จะไม่เป็นและขอไปทำธุรกิจส่วนตัวดีกว่า” ปลื้มตอบคำถามที่ว่าอยากเป็นนายกฯ หรือเปล่า
'ปลื้ม'ติสต์แตก
ข้ามมาอีกหนึ่งบทสนทนาสบายๆ เรื่องความเป็นตัวตนของปลื้ม ที่พักหลังมานี้สังคมเริ่มสับสนว่าหนุ่มปลื้มต้องการอยู่ในวงการไหนกันแน่ การเมือง บันเทิงกีฬา แฟชั่น ซึ่งเราจะพบข่าวคราวของหนุ่มน้อยคนนี้อยู่ในวงการเหล่านี้เสมอ โดยเฉพาะพักหลังมานี้ที่ชื่อของหนุ่มปลื้มกลายเป็นเซเลบริตีไปแล้ว ซึ่งขัดกับบุคลิกผู้เป็นพ่อที่สมถะอย่างสิ้นเชิง
"ปลื้ม" หัวเราะก่อนจะแจงข้อคาใจในเรื่องนี้ว่า คงเป็นเพราะปลื้มเป็นคนหลายบุคลิก ซึ่งสิ่งนี้ก็ได้มาจากคุณพ่อที่สอนว่า ทำอะไรทำให้ครบทุกอย่าง อย่าบ้าทำอย่างเดียว ทำให้มีเพื่อนทุกสังคมตั้งแต่จนสุดแบบไม่มีเงินกินข้าวถึงลูกชายเจ้าของเอ็มเคสุกี้ เพราะปลื้มไม่ปิดกั้นตัวเองไม่มีการแบ่งชนชั้น มันก็ยากในช่วงแรกที่ต้องมีการปรับตัวบ้างแต่หลังๆ ก็ชิน เช่นตอนนี้อยู่สังคมการเมือง เดี๋ยวค่ำๆ เป็นสังคมบันเทิง เราก็ต้องเพิ่มความติสต์ให้ตัวเองเอาความมีเหตุผลออกไป (หัวเราะ)
ปลื้ม อธิบายต่อว่า สิ่งที่เป็นตัวตนของปลื้มคือการเป็นคนชอบศิลปะมากและเป็นคนคิดนอกกรอบ จนได้รับฉายาว่าเป็น "ปลื้มติสต์แตก" จนทำให้เราเป็นคนแบบนี้ที่มีความสนใจรอบด้าน และเป็นที่มาที่ผมตั้งใจเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเอง เพราะรู้สึกว่ามีอะไรที่ต้องทำอีกหลายอย่าง ซึ่งก็หวังว่าจะได้ใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรมบ้าง ที่เขาอยากจะเสนอความแปลกใหม่ควบคู่กับความเป็นไทยถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะเรื่องการสร้างการปรองดองโดยใช้วัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อม เพราะปลื้มเชื่อว่าอะไรที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม มันมักจะลงเอยด้วยความสุข
โดยในส่วนเรื่องข่าวคราวในวงการบันเทิงที่มีข่าวกับสาวฮอตอย่าง ม.ร.ว.แม้นนฤมาส ยุคล นั้น ยอมรับว่าปลื้มรักน้องหญิงแม้นมาก แต่เป็นแบบรักน้องสาวเท่านั้นจริงๆ แต่ยอมรับว่ากับคุณพลอย (พงษ์รตี เจริญ นางเอกภาพยนต์เรื่อง เดอะกิ๊ก 2) ถือว่าเป็นเพื่อนผู้หญิงที่สนิท ของแบบนี้ต้องดูกันไปนานๆ ว่าเราเข้ากันได้จริงมั้ยตอนนี้ยังไม่มีแฟนจริงๆ มีแต่เพื่อนที่สนิทเท่านั้น สเปกก็ไม่ต้องอะไรมากขอให้เป็นคนดีที่คิดดีทำดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็พอแล้ว
มาถึงเรื่องแฟชั่นที่เรามักจะเห็นลูกชายอดีตนายกฯ ผู้นี้ มีรูปลงหนังสือแฟชั่นของวัยรุ่นอย่าง Cheez Magazine บ่อยครั้งนั้น เขาหัวเราะร่วนก่อนจะบอกว่า ไม่ใช่คนแต่งตัวหวือหวา แต่เป็นคนกล้านำแฟชั่นเท่านั้น โดยเฉพาะแฟชั่นกางเกงขาเดฟ ที่กลุ่มของเขาเป็นกลุ่มแรกๆที่ใส่กางเกงแบบนี้เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว จนมีเพื่อนมาถมว่าใส่กางเกงบัลเลต์ทำไม (หัวเราะ) แต่ก็ยอมรับว่าชอบและสนใจด้านนี้มาก โดยกำลังจะทำธุรกิจเสื้อผ้าแนวสตรีตแวร์อย่างเต็มตัวเป็นแบรนด์ของตัวเองอยู่ชื่อ "VRZO" ซึ่งจะออกมาเร็วๆ นี้ และที่บอกว่าตัวเองบ้าแฟชั่นเกาหลีทั้งเสื้อผ้า ทรงผม คงไม่ใช่ เพราะส่วนตัวแต่งตัวแบบนี้มานานแล้ว และอยากให้มาดูหน้านิดนึงว่าเกาหลีตรงไหนหน้าตาแบบนี้ (หัวเราะ)
"ขอบอกนิดนึงหลายคนคิดว่าปลื้มเป็นคนใช้เงินฟุ่มเฟือย ขับรถแข่ง เล่นเจ็ตสกี ดูขัดกับบุคลิกคุณพ่อที่ดูสมถะนั้น อยากบอกว่าปลื้มใช้เงินเก็บของตัวเองเพราะทำธุรกิจส่วนตัวมาตั้งนานแล้ว และก็ไม่มีรถสปอร์ตแบบที่เห็นในข่าว เพราะรูปพวกนั้นปลื้มขอถ่ายกับรถคนอื่นเท่านั้น เพราะปลื้มเป็นคนชอบรถ ซึ่งรถของปลื้มจริงๆ คือ รถนิมิออสตินที่อายุแก่กว่าปลื้มกว่าสิบปีที่คุณพ่อยกให้เท่านั้น" ปลื้ม จบบทสนทนา
ยึดแบบพ่อแต่ขอเป็นแนวปลื้ม
มาถึงเรื่องราวชีวิตของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกชายคนเดียวของนายกฯชวน จนเกือบกล่าวได้คงมีน้อยคนที่ไม่รู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ ที่สามารถมีพื้นที่ข่าวการเมืองเป็นของตัวเองตั้งแต่สมัยเป็นเด็กชายผู้ที่ทำหน้าที่องครักษ์ปกป้องพ่อจนได้รับฉายาว่าเป็น "ใบมีดโกนน้อย"คู่เคียงกับฉายา "ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง" ซึ่งเป็นฉายาของนายชวน ผู้เป็นบิดารวมถึงชีวิตครอบครัวตระกูล "หลีกภัย"ที่ใครๆ ก็อยากรู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง
ปลื้ม บอกว่า เรื่องชีวิตครอบครัวที่ดูเหมือนว่าปลื้มไม่ได้อยู่กับคุณพ่อนั้น เป็นเงื่อนไขที่ตนเองเข้าใจว่าพ่อขอทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ และประชาชนของผู้เป็นพ่อต้องมาก่อน
เขาอยู่แล้ว จะให้คุณพ่อมาสนใจแค่ปลื้มกับคุณแม่แล้วทิ้งประชาชนทั้งประเทศปลื้มคงไม่เห็นด้วย ทำให้โดยรวมก็เลยออกแนวไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านซอยหมอเหล็งกับบ้านพัฒนาการ ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อว่างวันไหน ถ้าวันไหนที่คุณพ่อว่างก็จะพาคุณแม่ไปค้างที่บ้านคุณพ่อ
ปลื้มมีความถนัดทางการเมืองเพราะซึมซับคุณพ่อซึ่งเป็นนักการเมืองที่ปลื้มศรัทธาที่สุด และจะยึดคุณพ่อเป็นแบบอย่างทั้งเรื่องหลักคุณธรรม ความยุติธรรม หลักการอยู่ภายใต้กฎหมายซึ่งสำคัญที่สุด ที่คนอย่างปลื้มจะไม่ใช้อภิสิทธิ์เหนือคนอื่นอย่างเด็ดขาด
"สุรบท" พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า แม้จะศรัทธาการเป็นนักการเมืองที่ดี
แบบพ่อ แต่แนวทางของปลื้มจะไม่ใช่แบบแนวของคุณพ่อแน่นอน เพราะปลื้มต้องการมีบุคลิกและแนวทางเป็นของตัวเอง เราจึงถามกลับไปว่าถ้าเป็นแบบนั้นในสไตล์ของอดีตนายกฯ ชวน ที่สังคมวิจารณ์ว่าเป็นคนตัดสินใจช้า แล้วแนวทางของปลื้มจะเป็นอย่างไร ปลื้มสวนทันทีว่า "ไม่หรอกครับ ปลื้มไม่เคยรู้สึกว่าคุณพ่อตัดสินใจช้า แต่อยากจะเรียกว่าเป็นการตัดสินใจอย่างละเอียดมากกว่า แต่คนเอาไปพูดว่าช้า ขอยกตัวอย่างว่า การตัดสินใจของพ่อเหมือนกับการมีอาหารอย่างหนึ่งซึ่งสามารถกินได้เลย แต่คุณพ่อเอาไปตำก่อนเพราะมันจะทำให้อาหารอร่อยและกินง่ายขึ้นแต่ข้อเสียของการตำคือช้าและเสียเวลาแต่ถามว่าคุณจะยอมกินไอ้นี่ทั้งแบบนั้นหรือเปล่า ถ้ากินเลยสำหรับปลื้มเรียกว่ามักง่าย เพราะถ้าเป็นปลื้มก็จะเอามาตำเหมือนกันเพราะอาหารมันจะดีขึ้น
"เพราะฉะนั้นงานที่คุณพ่อทำ ที่บ่นกันว่าช้าๆ ปลื้มก็พูดได้เต็มปากเลยว่าไม่มีชิ้นไหนไม่ดีและทุกอย่างที่ออกมาจากคุณพ่อถือว่าค่อนข้างประสบสำเร็จ" ปลื้มสวมบทเป็นบอดีการ์ดปกป้องพ่อตัวเองอีกครั้ง
ปลื้ม บอกว่า นักการเมืองสไตล์แบบที่เป็นตัวปลื้ม คือการเป็นคนตรงไปตรงมา ตรงในลักษณะที่ว่าถ้าเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องและทำให้คนอื่นเดือดร้อน ปลื้มก็จะพูดออกไปทันทีโดยไม่สนว่ามันจะมีผลต่อตัวเราหรือเปล่า และอยากจะบอกว่าการเป็นลูกนายกฯ ไม่ได้สบายอย่างหลายคนคิด ตรงกันข้ามกลับต้องเจอการกลั่นแกล้งจากคนมากมายที่ทำคุณพ่อไม่ได้ก็มาลงกับเราและคุณแม่ ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น จนมันทำให้เรากลายเป็นคนเข้มแข็งและพร้อมที่จะเจอแรงเสียดทานทุกรูปแบบแล้ว แต่อย่ามาพาดพิงคุณพ่อกับคุณแม่เพราะนั่นเป็นเรื่องเดียวที่ปลื้มยอมไม่ได้







