
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (54)
พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “...การรักษาทรัพยากร คือ รักชาติ รักแผ่นดิน หมายถึง รักสิ่งที่เป็นของตัวเขา
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “...การรักษาทรัพยากร คือ รักชาติ รักแผ่นดิน หมายถึง รักสิ่งที่เป็นของตัวเขา การให้เขารักษาประเทศชาติ หรือรักษาสมบัติของเขานั้น ทำได้โดยการสร้างความรัก ความเข้าใจ ให้รู้จักว่าสิ่งนั้นคืออะไร เขาจะรู้สึกชื่นชมและหวงแหนในสิ่งนั้นว่าเป็นของตน และทำให้เกิดประโยชน์...”
พระองค์จึงทรงส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทำกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชนและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เช่น การพัฒนารักษาป่าชุมชน ป่าใกล้โรงเรียน ป่าพื้นที่ต้นน้ำ ป่าพื้นที่ชุ่มน้ำ และการปลูกป่า การทำงานพฤกษศาสตร์โรงเรียน การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การสร้างฝายชะลอน้ำ เป็นต้น สำหรับการปลูกป่าทรงอธิบายถึงการปลูกป่า 3 อย่าง และประโยชน์ 4 อย่าง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า
“...การปลูกป่าจำเป็นต้องผสมผสานความต้องการในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ควบคู่ไปกับความต้องการด้านเศรษฐกิจ สังคม และการใช้ทรัพยากรของชุมชน ป่า 3 อย่าง ได้แก่ ป่าไม้ใช้สอย อาทิ ไม้ไผ่ ไม้โตเร็วอย่างสะเดา เป็นต้น ป่าไม้กินได้ ได้แก่ ไม้ผลและผักกินใบหรือกินหัวชนิดต่างๆ และป่าไม้เศรษฐกิจ คือ ไม้ที่ปลูกไว้ขายเนื้อไม้ เช่น ไม้สัก เป็นต้น ประโยชน์จากป่า 4 อย่างคือ นอกจากจะเป็นไม้ไว้ใช้สอยแล้วยังเป็นอาหาร เป็นแหล่งรายได้ทางเศรษฐกิจและยังช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำด้วย การใช้หญ้าแฝกอย่างที่กล่าวแล้วยังไม่พอ ต้องปลูกพืชธรรมชาติ ซึ่งมีรากที่จะยึดดินได้...”
โดยทรงรับสั่งถึงคุณประโยชน์ของหญ้าแฝกเอาไว้ว่า
“...หญ้าแฝกมีประโยชน์มากเพราะเป็นพืชที่มีรากยาวและรากตรง การให้นักเรียนปลูกหญ้าแฝกตามริมบ่อที่ลาดชัน ที่รอบๆ ไม้ผล และสังเกตการเจริญเติบโตของหญ้าแฝก ศึกษาระบบราก นักเรียนจะมีความเข้าใจดีว่าต้นหญ้าแฝกจะอนุรักษ์ดินและน้ำได้อย่างไร คือ ยึดดินไม่ให้ร่วงมา เดี๋ยวนี้โรงเรียนหลายแห่งมีความจำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องนี้ เพราะโรงเรียนตั้งอยู่ที่ขอบหน้าผา เสี่ยงต่อการที่ดินถล่มลงมามาก สิ่งที่ช่วยได้มีหลายอย่าง เช่น ปลูกหญ้าแฝกยึดดิน บางส่วนมีวิธียึดดินต่างๆ เช่น ผ้าห่มดิน หมอนดิน คือ เอากาบมะพร้าวคลุมดิน แล้วปลูกพืชข้างบน ถ้าหนักๆ เข้าก็ใช้กระสอบมีปีกคือ เป็นกระสอบที่ต่อปากให้มีเนื้อที่กว้างออกมาหน่อย นำมาใส่ดินและซ้อนกัน ต้องถือว่าการมีภาวะดินถล่มร้ายแรง ทำให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นประโยชน์เพิ่มพูนของการใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ...”
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเห็นว่า “...โรงเรียนบางแห่งก็ตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดารแต่ยังมีพืชพรรณต่างๆ ขึ้นอยู่ โดยที่คนอื่นๆ นอกพื้นที่จะเข้าไปศึกษาได้ยาก ทั้งผู้เรียนและผู้ปกครองก็อาจมีความรู้นั้นมากกว่าคนอื่นๆ ผู้เรียนก็อาจจะเรียนจากผู้ปกครองของนักเรียน เป็นเรื่องของภูมิประเทศท้องถิ่นว่าพืชชนิดนี้คืออะไร...” จึงทรงรับสั่ง “...จัดให้มีโครงการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนทั้งในโรงเรียนประถมและมัธยม ให้เด็กนักเรียน ครู และผู้ปกครองไปสำรวจหาพืชพื้นเมืองมาปลูกในโรงเรียน ศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์ ทำหอพรรณไม้ในโรงเรียน ที่จริงเพื่อเน้นว่าพืชในท้องถิ่นมีอะไรรับประทานได้ พืชพวกนั้นมีชื่อทางพฤกษศาสตร์อย่างไร และเอาไปวิเคราะห์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลว่ามีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไร...” ทรงมีรับสั่งว่า “...สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชเป็นโครงการที่ทำมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอนุรักษ์ต้นไม้ คือ ยางนา บางทีผ่านไปผ่านมาแต่ละปีมีคนตัดไปเรื่อย ค่อนข้างจะหมดไป เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเห็นความสำคัญของพืชว่า พืชในเมืองไทยมีพันธุกรรม ถ้าทำลายไปหมด พันธุกรรมพืชก็จะหายไปอย่างน่าเสียดาย บางทีจะทำอ่างเก็บน้ำ จะตัดถนนที่ต้องตัดต้นไม้ ก็ต้องพยายามเก็บพันธุกรรมพืชในรูปแบบต่างๆ พยายามเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพื่อที่จะไปปลูกที่อื่นได้หรือย้ายไป ต้องปกปักพันธุกรรมพืชในพื้นที่ป่าธรรมชาติ รวบรวมพืชที่มีแนวโน้มว่าจะสูญพันธุ์มาเก็บไว้แล้วนำมาเพาะปลูกและรักษาในพื้นที่ที่เหมาะสมทางกายภาพ และปลอดภัยจากการรุกราน รวมทั้งสอนการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์พืช ตั้งศูนย์พันธุกรรมพืช วางแผนพันธุกรรมพืช สร้างจิตสำนึกในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชน...”
การส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้ทำกิจกรรมอันเป็นประสบการณ์ตรงมีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับสมบัติของตนเอง ก่อให้เกิดความรัก หวงแหน ความสามัคคี มีอุปนิสัยการอนุรักษ์ฯ ช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงส่งเสริมการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย ประชาชนส่วนใหญ่ในถิ่นทุรกันดารมีอาชีพเกษตรกรรม มีการบุกรุกทำลายป่าเพื่อใช้พื้นที่ทำการเกษตร ทำให้ผิวดินถูกชะล้างพังทลาย ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี และต้องใช้สารเคมีอันตรายกำจัดศัตรูพืช ซึ่งกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะลดปัญหาเหล่านี้ โดยเริ่มต้นให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้วิธีการทำการเกษตรและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมิให้เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มต้นที่โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันของโรงเรียนด้วยการใช้อินทรียวัตถุปรับปรุง บำรุงดิน ลดการใช้สารเคมีการเกษตร ใช้ตัวห้ำตัวเบียนและเชื้อราที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์มาช่วยกำจัดศัตรูพืช ใช้ถุงสีเหลืองทากาวเหนียวดักแมลง ปลูกผักกางมุ้ง ใช้วัสดุธรรมชาติแทนสารเคมีสังเคราะห์ เช่น การใช้วัสดุธรรมชาติย้อมผ้า ใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรป้องกันและรักษาโรค การนำมูลสัตว์มาผลิตก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานทดแทน และอื่นๆ อีกมาก
ในขณะเดียวกัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงให้คำนึงถึงลักษณะธรรมชาติและวิธีการทำการเกษตรในแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม ดังพระราชดำรัสบางตอนว่า
“...รู้จักการปลูกพืชหมุนเวียน ไม่ใช่ว่าปลูกพืชอะไรปลูกซ้ำๆ จะทำให้ดินจืด และก็ไม่สามารถที่จะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป บางทีถ้าดินจืดแล้วการใช้ปุ๋ยธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีเติม
บางครั้งก็เป็นไปไม่ได้เลย...”
การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทำให้ประชาชนทั่วไปในท้องถิ่นสนใจหันมาทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเยาวชนและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง







