
ถึงงานหนักแต่ไม่ละการเรียน
แต่ก่อนเลิกธุรกิจไม้ ผมจำได้ว่าเรายังติดหนี้เถ้าแก่โรงค้าไม้ที่บางโพธิ์อีก 6,000-7,000 บาท
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
แต่ก่อนเลิกธุรกิจไม้ ผมจำได้ว่าเรายังติดหนี้เถ้าแก่โรงค้าไม้ที่บางโพธิ์อีก 6,000-7,000 บาท ซึ่งเขาเคยบอกว่ายกหนี้ให้ เพราะตอนมาทวงหนี้เห็นผมต้องเลี้ยงลูกๆ ตั้งหลายคนและมีฐานะที่ไม่อาจจ่ายหนี้ให้เขาได้ในขณะนั้น
ผมปรึกษาชิวบ๊วยและภวัฒน์ ว่าเราต้องจ่ายหนี้คืนให้เถ้าแก่ใจดีให้ครบทุกบาททุกสตางค์ ทุกคนเห็นด้วย ชิวบ๊วยบอกว่า เป็นหนี้แล้วไม่จ่าย ชาติหน้าก็ต้องจ่ายเขา ภวัฒน์ซึ่งเรียนภาษาจีนและมีโอกาสอ่านคำสอนของนักปราชญ์จีน อย่าง ขงจื๊อ ที่กล่าวถึง คุณธรรม ความซื่อสัตย์ กตัญญู รู้คุณ และต้องตอบแทนผู้มีพระคุณ ผมและภวัฒน์จึงนำเงินที่เป็นหนี้ พร้อมทั้งเป็ด ไก่ และผลไม้ที่คัดสรรอย่างดี ไปคืนให้เถ้าแก่ใจดีถึงที่บ้าน พร้อมกล่าวขอบคุณที่เอื้อเฟื้อช่วยเหลือมาโดยตลอด เถ้าแก่ใจดียังบอกว่า อาซิวซีต้องการไม้อีกเท่าไหร่ให้มาเอาได้เลย
ผมคิดว่าประสบการณ์ของผมอย่างเดียวคงไม่เป็นผล ถ้าขาดเทคโนโลยี และความรู้ ความสามารถของลูกชายคนโตที่ชื่อ “ภวัฒน์” แน่นอนว่า ความสำเร็จที่ได้รับจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากลูกคู่คิดอย่าง “ภวัฒน์” ผู้ซึ่งร่วมบุกบั่นฟันฝ่าเคียงบ่าเคียงไหล่กับผมมาตลอด
ถึงวันนี้ ภวัฒน์ ก็ยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารธุรกิจนับ 10 บริษัทของครอบครัวให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
หลังประสบความสำเร็จจากการผลิตลูกกลิ้งยาง ลูกกลิ้งไม้และห่วงติดอวน ทำให้ฐานะการเงินของครอบครัวเริ่มดีขึ้น แต่ผมกับลูกๆ และภรรยาทั้งสองต้องทำงานกันอย่างหนัก ส่วนภวัฒน์ต้องแบกภาระหนัก ทั้งทำงานที่โรงงาน แล้วยังต้องเรียนหนังสือควบคู่กันไปด้วย
ทุกเช้าผมกับภวัฒน์ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อดูแลโรงงานและพนักงาน รวมไปถึงเครื่องจักรในการผลิต ภวัฒน์คอยเป็นผู้ช่วยอยู่เคียงข้าง แต่เรื่องน่าตลกคือ เขาเป็นผู้ช่วยที่รู้มากกว่าผม เป็นเพราะวิชาความรู้ที่เขาเรียนสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกิจการของครอบครัวได้ อาจพูดได้ว่าผมมีประสบการณ์ ส่วนภวัฒน์มีความรู้ ทั้งสองอย่างเมื่อนำมารวมกันทำให้ธุรกิจเจริญขึ้นเรื่อยๆ
ภวัฒน์พยายามคิดค้นวิธีที่จะทำให้ผลผลิตดีขึ้น และลดต้นทุนลง เขาทุ่มเทและใส่ใจกับงานทางด้านการผลิตเป็นพิเศษ ทำให้เรียนหนังสือได้ไม่เต็มที่ ไม่มีเวลาอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียน บางครั้งทำงานจนเพลียหลับไป ไม่ได้ทำการบ้าน ผลพวงจากการที่เขาทุ่มเทกับการทำงานมากกว่าการเรียน ทำให้ผลการเรียนของเขาไม่ดีเลิศ แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ เพราะเขาจัดอยู่ในกลุ่มคนที่หัวดี มีความตั้งใจเพียงแต่ไม่มีเวลาในการทบทวนบทเรียนเท่านั้นเอง
ช่วงเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนอื่นๆ ต่างไปเรียนกวดวิชากันอย่างเคร่งเครียด อ่านหนังสือกันอย่างขะมักเขม้น แต่ภวัฒน์ไม่มีเวลาทำสิ่งนั้น เขายังหมกมุ่นอยู่กับการทำงานอยู่เคียงข้างผมตลอด ทุกวันเขาต้องไปเฝ้าโรงงานแต่เช้าทำหน้าที่คุมเครื่องจักร บางวันเครื่องจักรมีปัญหา ไม่สามารถทำงานได้ หากไม่หนักหนาเรามักลงมือซ่อมกันเอง โดยมีผมและภวัฒน์เป็นช่าง
บางวันซ่อมเครื่องจักรจนเวลาเลยเถิด ทำให้ภวัฒน์ไปเรียนไม่ทัน ต้องไปสายหรือไม่ก็ขาดเรียน นอกจากนั้นเขายังต้องเดินทางไปต่างจังหวัดทางภาคใต้ เพื่อไปเสนอขายสินค้า ปีละ 5-6 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 วัน ทำให้มีเวลาเรียนไม่พอ ทางโรงเรียนเกือบไม่อนุญาตให้เข้าสอบ เพราะการที่จะเข้าสอบได้จะต้องมีเวลาเรียนมากกว่า 70% แต่ภวัฒน์มีแค่ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ โชคดีว่าได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเห็นว่าภวัฒน์ไม่ได้เหลวไหล ที่ขาดเรียนไปเพราะต้องทำงานช่วยเหลือกิจการของครอบครัว
แต่ถึงจะได้สอบ ภวัฒน์ก็ไม่สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐบาลได้ เนื่องจากต้องทุ่มเททุกอย่างกับธุรกิจของครอบครัวจนไม่มีเวลาอ่านหนังสือและไม่ได้กวดวิชาเพื่อเตรียมสอบ ทำให้เขาไม่มีความพร้อมเลยเมื่อเทียบกับผู้สอบคนอื่นๆ
ผมรู้ว่าภวัฒน์เสียใจ เพราะเป็นธรรมดาของเด็กที่เรียนสายวิทยาศาสตร์ ย่อมหวังจะได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐบาลที่มีชื่อเสียง ซึ่งถ้าภวัฒน์ไม่ต้องทำงาน เขาคงสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยดังๆ ของรัฐได้ ผมเองก็เสียใจ สงสารลูก เขาพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไปไม่ใช่เพราะเขาเหลวไหล แต่เพราะความจำเป็น และความเสียสละที่เขาทำเพื่อทุกคนในครอบครัว
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







