
เศรษฐกิจฟื้นไม่จริง
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
จบครึ่งแรกปี 2559 เสียงสะท้อนของตลาดการเงินยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลัง จากที่เคยหวังไว้ว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะกระตุ้นการลงทุนในประเทศและทำให้เศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว
ผลจากการสัมมนาแนวโน้มเศรษฐกิจและกลยุทธ์การจัดสรรเงินลงทุนครึ่งปีหลัง 2559 ที่ธนาคารเกียรตินาคินจัดขึ้นเป็นวันเดียวกับที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ประกาศลดประมาณการมูลค่าส่งออกในปีนี้ลงมาจาก 0-2% เป็นลดลง 2-0%
ในงานสัมมนาดังกล่าว ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร ได้ประมาณการมูลค่านำเข้าปีนี้ลดลง 4.4% มากกว่ามูลค่าส่งออกที่ลดลง 0.7% ส่งผลให้มูลค่าเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.91 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 10.2% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สะท้อนว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ผลักดันให้จีดีพียังโตอยู่ได้นี้ เกิดจากการนำเข้าที่ลดลงมาก ไม่ใช่เกิดจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น จึงน่ากังวลสำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ภัทรประมาณการจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 2.8% เพราะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกไม่ฉุดเศรษฐกิจไทยมากนัก และเป้าหมายจีดีพีปีหน้าอยู่ที่ 3.2% ในเป้าหมายส่งออกเพิ่มขึ้น 0.5% และคาดว่าเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงเหลือ 2.93 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7.4% ของจีดีพี ภายใต้การนำเข้าเพิ่มขึ้น 5.7% ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้จะถูกทบทวนอีกครั้งในช่วงปลายปี หลังรู้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อดูว่านโยบายทางการค้าของประเทศยักษ์ใหญ่นี้จะฉุดการค้ากับไทยหรือไม่ เพราะหากสหรัฐมีนโยบายกีดกันทางการค้า ย่อมทำให้การส่งออกของไทยเหนื่อยยากไปกว่าเดิม
นอกจากนั้น ยังต้องติดตามสถานการณ์ประชามติของสหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) ใน 1-2 ปีนี้ เพราะหากเบร็กซิตฉุดเศรษฐกิจโลกจนทำให้สถานการณ์ไม่สามารถควบคุมและลาม ทำให้เกิดการกีดกันทางการค้ารุนแรงจะฉุดประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยที่พึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศสูง
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า การส่งออกสินค้ายังคงหดตัวโดยเฉพาะการส่งออกไปเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวของโครงสร้างการค้าโลกที่ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้มีกำลังการผลิตส่วนเกิน การลงทุนเอกชนยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ การนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนยังมีแนวโน้มลดลง รวมถึงสินเชื่อธนาคารที่ชะลอตัวจากความต้องการสินเชื่อของธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ
เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ จากรายได้การท่องเที่ยวและมูลค่าการนำเข้าที่ต่ำ ขณะที่การส่งออกลดลง 4.4%
นับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบันภัทรและนักวิเคราะห์ในตลาดได้ลดประมาณการจีดีพีและกำไรของตลาดหุ้นไทยลงมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งล่าสุดกำไรต่อหุ้น (อีพีเอส) ปีนี้เหลือเพียง 92.9 บาท และปีหน้า 105.7 บาท สวนทางกับดัชนีหุ้นไทยที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกว่า 1,200 จุด มาอยู่ที่ 1,450 จุด เนื่องจากเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการเพิ่มเงินเข้ามาในระบบของประเทศต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยแล้วถึง 4.1 หมื่นล้านบาท
ธีระพงษ์ วชิรพงศ์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.ภัทร กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปีกว่า 10% ไม่ได้เกิดจากพื้นฐานหุ้นไทยที่ดีขึ้น แต่เกิดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาหุ้นพลังงานปรับตัวขึ้นตามถึง 25% ที่เหลือมาจากกลุ่มอื่นที่เพิ่มขึ้น 7-8%
นอกจากนั้น กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 34% ปีนี้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มพลังงาน หากหักหุ้นพลังงานออกจะเหลือกำไรเพียง 7% และคาดว่าปีหน้าก็กำไร 7% เท่ากัน ราคาหุ้นคงไปไม่ไกล
ภัทรให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยน้อยกว่าตลาดและกระจายความเสี่ยง ซื้อหุ้นดีที่ไม่แพง กลยุทธ์ลงทุนต้องเปลี่ยนปี 2552-2556 ดัชนีขึ้นจาก 600 จุด ไปถึง 1,600 จุด หุ้นยิ่งขึ้นยิ่งต้องซื้อ แต่ปี 2557-ปัจจุบัน หุ้นขึ้นให้ขาย หุ้นลงให้ซื้อ ดังนั้นหุ้นในดัชนี 1,450 จุด ถึงเวลาที่ต้องขาย และหากดัชนีลดลงไปที่ 1,250 จุด ต้องซื้อ
ถ้าถามว่าฟองสบู่จะแตกแล้วหรือไม่ ตราบใดที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ยังยืนยันว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อฟองสบู่คงยังไม่แตก และเศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวได้ดังเช่น สหรัฐที่ตัวเลขต่างๆ ทยอยดีขึ้น แต่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกค่อนข้างเปราะบาง อาจส่งผลร้ายมายังเศรษฐกิจไทยได้ ถ้าเศรษฐกิจภายในยังไม่แข็งแกร่งพอ







