
กองทุนบำนาญแห่งชาติ ลดภาระคลัง สะเทือนนายจ้าง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
หากไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน ในเดือน ส.ค. 2559 อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง จะเสนอชุดมาตรการดูแลผู้สูงอายุให้มีความเป็นอยู่หลังเกษียณการทำงานอย่างมีคุณภาพ เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยมีการประมาณการกันว่าไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า คนในวัยทำงาน 2 คน จะต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน จากปัจจุบันคนในวัยทำงานประมาณ 4 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน
สำหรับมาตรการสำคัญที่จะเสนอครั้งนี้ คือ การออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ซึ่งให้ผู้ประกอบการทุกแห่ง ตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้าง หรืออธิบายง่ายๆ คือ เป็นกฎหมายบังคับให้ผู้ประกอบการทุกแห่งต้องตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้าง ไม่สามารถเลือกจะตั้งหรือไม่ตั้งก็ได้เหมือนในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 ระบุว่า การตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันว่าให้ตั้งกองทุน ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ตั้งกองทุน เพื่อลดภาระต้นทุนการดำเนินการ เนื่องจากการตั้งกองทุนกำหนดให้ลูกจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนได้ 2-15% ของรายได้ และนายจ้างต้องสมทบให้ลูกจ้างในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าแต่ไม่เกิน 15%
เมื่อนายจ้างไม่ต้องการแบกต้นทุนดังกล่าว จึงไม่ตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ลูกจ้าง ส่งผลให้แรงงานในระบบ 14 ล้านคน มีเพียง 3 ล้านคน เท่านั้นที่อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้มีเงินออมก้อนหนึ่งไว้ใช้หลังเกษียณอายุการทำงาน
แต่ทว่าแรงงานในระบบอีก 11 ล้านคน ไม่ได้อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้มีความเสี่ยงด้านรายได้ไม่พอหลังเกษียณอายุการทำงาน ถึงแม้ว่าจะอยู่ในระบบประกันสังคม แต่ระบบประกันสังคมจะมีบำนาญให้อยู่ที่ประมาณ 19% ของรายได้เดือนสุดท้าย หากมีรายได้เดือนสุดท้าย 1.5 หมื่นบาท/เดือน เท่ากับจะมีรายได้จากประกันสังคมเพียงเดือนละ 2,000 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งยังถือว่าต่ำเกินไปสำหรับการดำรงชีพหลังเกษียณที่การดำรงชีพมากขึ้นทุกวัน
ดังนั้น การออกกฎหมาย กบช.บังคับให้ผู้ประกอบการทุกแห่งตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะเป็นการปิดช่องว่างหลักประกันรายได้หลังเกษียณของแรงงานในระบบ 11 ล้านคนได้เป็นอย่างดี ไม่เป็นภาระงบประมาณของรัฐบาลในอนาคต เพราะเมื่อผู้สูงอายุมีรายได้ดำรงชีพเพียงพอระดับหนึ่ง รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถนำเงินไปพัฒนาประเทศด้านอื่นได้ เช่น การไปจ่ายเงินเบี้ยคนชราที่ปัจจุบันจ่ายอยู่ 600-1,000 บาท ให้เพิ่มขึ้น หรือการไปลงทุนด้านสาธารณสุข หรือการศึกษา ที่ยังต้องใช้เงินลงทุนอีกมาก เนื่องจากรัฐบาลมีรายได้จำกัด ต้องใช้เงินในการพัฒนาประเทศ ลงทุนก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอีกจำนวนมาก ทำให้การลงทุนด้านสังคมยังทำได้น้อย
แม้ว่าที่ผ่านมาคลังจะมีแนวคิดดึงเงินจ่ายเบี้ยชราจากผู้สูงอายุที่มีรายได้ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อไปจ่ายให้กับผู้สูงอายุที่รายได้น้อย เช่น เคยได้รับเดือนละ 600 บาท ก็จะเติมให้เป็น 1,200 บาท/เดือนเป็นต้น แต่ได้รับการต่อต้านจากสังคมอย่างรุนแรง ส่วนหนึ่งมีการหยิบยกไปเป็นประเด็นทางการเมือง โจมตีว่ารัฐบาลจะยกเลิกการจ่ายเบี้ยคนชรา ทำให้แนวคิดดังกล่าวต้องหยุดชะงักไป
ทั้งนี้ กฎหมาย กบช.ยังเป็นการสร้างหลักประกันรายได้ให้กับผู้สูงอายุครอบคลุมทุกกลุ่ม จากปัจจุบันมีกองทุนประกันสังคมให้กับแรงงานในระบบ 14 ล้านคน ให้เข้าถึงการรักษาและมีเงินบำนาญหลังเกษียณ มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ดูแลบำนาญของข้าราชการประมาณ 1 ล้านคนมีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ดูแลแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน ให้มีบำนาญเหมือนกับกลุ่มแรงงานในระบบ
นอกจากนี้ ยังมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้กับแรงงานในระบบ แต่เป็นกองทุนภาคสมัครใจทำให้ยังมีช่องโหว่ นายจ้างไม่สนใจทำให้ลูกจ้างเสียโอกาส เมื่อมี กฎหมาย กบช. ก็ทำให้น่ายจ้างทุกแห่งต้องตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้ลูกจ้างไม่เสียโอกาสการออมไว้ใช้หลังเกษียณอีกต่อไป
รัฐบาลประเมินว่า จากโรดแมปดังกล่าว จะทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้หลังเกษียณ มีรายได้ดำรงชีพหลังรวมกับเบี้ยยังชีพของรัฐบาล ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพและศักดิ์ศรีในระดับพอเพียง
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่า แนวคิดเบื้องต้นการจ่ายเงินสมทบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย กบช. จะมีอัตราที่ต่ำกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเดิมที่จะตั้งตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพปี 2530 โดยนายจ้างที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเดิมอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนใหม่ตามกฎหมายใหม่ แต่นายจ้างที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายเดิม ต้องตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายใหม่ ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการทางการคลังที่ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีมาตรการเข้ามาเสริมอีก เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีให้ผู้ประกอบการที่จ้างผู้สูงอายุทำงานให้หักภาษีได้2 เท่า เป็นต้น
สรุปได้ว่า การออกกฎหมาย กบช.ส่งผลดีกับลูกจ้างอย่างมาก นอกจากนี้ยังส่งผลดีกับรัฐบาลในการประหยัดงบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุในอนาคต การบังคับให้นายจ้างตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังทำให้ประเทศมีเงินออมก้อนใหญ่ ที่จะไปลงทุนในตลาดเงิน ตลาดทุน เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อีกแรงหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการบังคับนายจ้างตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นภาระก้อนโตให้กับผู้ประกอบการไม่น้อย จนอาจจะส่งผลกระทบกับลูกจ้างได้รับค่าแรงหรือเงินเดือนลดลง เพราะนายจ้างได้หักกลบไว้กับที่ต้องจ่ายเงินสมทบกับนายจ้างที่ไม่มีทางเลี่ยงได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังขยายเศรษฐกิจอ่อนแอ ฐานะการเงินของผู้ประกอบการจำนวนมากมีปัญหา การต้องมีภาระจากการจ่ายสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อาจทำให้ฐานะบริษัทมีปัญหามากขึ้น จนนำไปสู่การลดต้นทุนการดำเนินการด้วยการเลิกจ้างลดจำนวนพนักงาน เพื่อให้บริษัทดำเนินการต่อไปได้
ดังนั้น การออกกฎหมาย กบช. ย่อมได้รับการต่อต้านจากนายจ้างอย่างมาก เพราะปัจจุบันนายจ้างที่ไม่ตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ใช่มีแต่บริษัทเล็กที่มีปัญหาทางการเงินเท่านั้น แต่พบว่าบริษัทขนาดใหญ่ลงทุนข้ามชาติ มีรายได้กำไรเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทจำนวนไม่น้อยที่ไม่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้าง เพราะไม่ต้องการขาดทุนกำไร จึงเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องฝ่าด่านนายทุนตรงนี้ไปให้ได้
ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องอธิบายนายจ้างให้เห็นภาพรวมของการรับมือสังคมผู้สูงอายุ หากไม่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อวางระบบรับมือกับสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นในอนาคต โดยการปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นฝีแตกในวันข้างหน้า จะกระทบกระเทือนกับเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบกับการบริหารของประเทศของรัฐบาลเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไปด้วย
ขณะเดียวกันรัฐบาลอาจจะต้องช่วยแบ่งเบาภาระให้กับนายจ้าง เช่น การให้นำรายจ่ายจากการจ่ายสมทบมาหักลดหย่อนภาษีมากขึ้น เพื่อทำให้ผู้ประกอบการไม่รู้สึกมีภาระมากเกินไป ส่งผลให้ลดแรงต้านการออกกฎหมาย กบช. ทำให้การออกกฎหมายง่ายขึ้น
การผลักดัน พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลหนีไม่ได้ ขณะที่นายจ้างก็หนีไม่พ้น เพื่อเตรียมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยในอีก 20 ปี ข้างหน้าที่ประเมินว่าจะมีผู้สูงอายุถึง 20 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 2 ของวัยแรงงาน และ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายไม่สามารถนิ่งเฉย และไม่เร่งหาทางรับมือแก้ไขได้อีกต่อไป







