posttoday
รู้เขารู้เรา รบร้อยชนะ...?

รู้เขารู้เรา รบร้อยชนะ...?

07 กรกฎาคม 2559

โดย...พรพรต

โดย...พรพรต

เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียว หรือวันที่ 7 ส.ค.นี้ จะเป็นวันลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ช่วงนี้ปี่กลองทางการเมืองจึงเชิดเพลงรบชิงเหลี่ยมกันแทบพลิกตำราไม่ทัน ผู้เชี่ยวชาญการเมืองบอกว่า สิ่งที่เห็นสิ่งที่ให้สัมภาษณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงนี้กับเรื่องจริง เป็นคนละเรื่องเดียวกัน เกมจึงยังพลิกเปลี่ยนตลอดเวลาแบบวันต่อวัน

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินภาพรวมการลงประชามติ ซึ่งความเคลื่อนไหวทางการเมืองเสี่ยงที่จะเกิดเหตุน้ำผึ้งหยดเดียว ขยายเป็นเรื่องใหญ่ กระทบสังคม เศรษฐกิจ ให้เข้าสู่ช่วงสูญเสียโอกาสของชาติ เป็นต้นทุนประชาธิปไตยที่สังคมต้องจ่ายเพื่อเรียนรู้ไปด้วยกัน กรณีนี้ทางผู้รู้เชื่อว่าคงไม่น่าเกิด เพราะผู้มีอำนาจคุมสถานการณ์ไว้อยู่ งานนี้จึงไม่น่าพลิกล็อกเหมือนประชามติเบร็กซิต ซึ่งอังกฤษกำลังดำเนินขั้นตอนนำชาติในสหราชอาณาจักร (ยูเค) ออกจากสหภาพยุโรป หรืออียู สร้างแรงสะเทือนไปทั่วโลกในปัจจุบัน

แบบนี้เมื่อเชื่อกันว่าทุกอย่างยังเดินหน้าตามโรดแมปไปสู่การเลือกตั้งปี 2560 หรืออาจจะยืดเยื้อไปกว่านั้นอีกเล็กน้อย ซึ่งในกฎหมายสูงสุดของประเทศที่กฎหมายอื่นจะมาขัดแย้งไม่ได้ฉบับใหม่ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ 20 ปีว่าประเทศจะเดินหน้าไปทางไหน ครั้งนี้จึงขอนำบทเรียนที่ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีการกำหนดยุทธศาสตร์และทำสำเร็จมาแล้ว คิดอย่างไรถึงปฏิบัติจนสำเร็จหลายประเทศแซงหน้าไทยและกำลังจะแซง ตามที่ผู้เชี่ยวชาญ เออีซี เกษมสันต์ วีระกุล บอกไว้ในยุทธศาสตร์ไทยเพื่อการก้าวสู่เออีซี มาเทียบให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ประเทศอื่นกับที่ไทยวางไว้ เป็นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ไทยมีความสามารถแข่งขันกับชาวโลกได้แค่ไหน

เริ่มต้นที่เป้าสูงประเทศในอาเซียนที่ขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกอย่างสิงคโปร์ อดีตนายกรัฐมนตรี ลีกวนยิว หลังจากโดนมาเลเซียไล่ให้แยกประเทศออกไป ความแตกแยกในสิงคโปร์รุนแแรง มากกว่าไทยขณะนี้มาก ลีกวนยิวจัดการกับสิงคโปร์ ที่ขณะนั้นมีประชากรกว่า 1.8 ล้านคน แบ่งเป็นคนจีน 75% มาเลย์ 15% และอินเดีย 8% คนต่างเชื้อชาติ กันช่วงนั้นมีการขัดแย้งทำร้ายกันและก่อจลาจลตลอด ขณะที่ลีกวนยิวและคณะรัฐมนตรีมีกองทัพและทีมรักษาความปลอดภัยส่วนมากเป็นคนมาเลย์

ลีกวนยิวจัดการกับสถานการณ์นั้น โดยแยกกันอยู่กับครอบครัว ให้ครอบครัวไปอยู่บ้านพักที่ปลอดภัย ส่วนลีกวนยิวอยู่คนเดียวกับทีมรักษาความปลอดภัยที่ไว้ใจได้ การประชุมคณะรัฐมนตรีช่วงแรกๆ ประชุมไม่บ่อย เพราะไม่อยากให้ ครม.เสี่ยงโดนสังหารหมู่ การประชุมส่วนใหญ่ประชุมทางโทรศัพท์ เรื่องส่วนมากลีกวนยิวจึงตัดสินใจเอง ด้านการสร้างความปรองดองลีกวนยิวเร่ง 2 เรื่อง คือ 1.เร่งพัฒนาเศรษฐกิจให้โตและกระจายถึงประชาชนทุกคน เพราะเชื่อว่าหากอยู่ดีกินดีแล้ว ความขัดแย้งน่าจะน้อยลง ซึ่งเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นทั่วโลกแล้วว่าเขาคิดถูก และ 2.เลือกภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และยอมรับภาษาจีน ภาษามาเลย์ ภาษาทมิฬ เป็นภาษาราชการด้วย ทำให้แต่ละเชื้อชาติมีความภูมิใจ นอกจากนี้การใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางยังเพิ่มโอกาสให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าการเงินของภูมิภาคได้

ถัดไปเป็นมาเลเซียซึ่งเคยใกล้เคียงกับไทย แต่หลังจากปฏิรูปไป 2 รอบ เมื่อปี 2543 ของนายกฯ มหาเธร์ ในชื่อวิสัยทัศน์ 2020 ผ่านมา 20 ปี มาเลย์ปฏิรูปอีกครั้งในวิสัยทัศน์ วันมาเลเซีย (1 Malaysia) ประชาชนมาก่อนและปฏิบัติเดี๋ยวนี้ ด้วยแนวคิดหลักของยุทธศาสตร์ ก็สื่อว่าต้องการสร้างความปรองดองในชาติ ซึ่งมาเลย์มีประชากร คนมาเลย์ 60% จีน 30% และคนมาเลย์เชื้อสายอินเดีย 10% หลังการปฏิรูปครั้งแรกทำให้มาเลย์เติบโตจริง แต่คนมาเลเซียแท้ๆ หรือภูมิบุตรา จะได้สิทธิพิเศษต่างๆ มากกว่า ทำให้คนจีนเชื้อสายมาเลย์ซึ่งเป็นกำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจรู้สึกว่าเป็นประชาชนชั้น 2

พอปฏิรูปครั้งที่สองวันมาเลเซีย จึงตั้งหน่วยงานใหม่ PEMANDU (เพอมานดู) ย่อมาจาก Performance Management and Delivery Unit ขึ้นมาทำงานปฏิรูป เช่น การปฏิรูปการบริหารจัดการของรัฐให้ตอบสนองประชาชนดีที่สุด มี 8 ขั้นตอน คือ 1.กำหนดเรื่องที่จะปฏิรูปด้วยการสำรวจ ทั้งวงกว้างและโฟกัสกรุ๊ป ประเมินจากสื่อ ผู้เชี่ยวชาญ เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 2.นำหัวข้อปฏิรูปเข้าแล็บ ที่มีทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง มาหาวิธีแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและมีเคพีไอวัด 3.นำผลจากแล็บไปรับฟังความเห็นทุกภาคส่วน 4.จัดพิมพ์ออกมาเป็นโรดแมปเพื่อความโปร่งใส 5.ทุกวันศุกร์ตอนเย็นจะส่งผลเคพีไอของรัฐมนตรีแต่ละคนไปให้ จากนั้นจะนำผลประเมินมาถกกันในที่ประชุมรายสัปดาห์ 6.นำผลงานมาเทียบกับเป้าหมายกับเวลาและพิมพ์เป็นเอกสาร 7.นำเอกสารไปให้ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศตรวจสอบประเมินว่าจริงหรือไม่ และ 8.ทำเป็นรายงานประจำปีให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งอีก 2 ปี หรือปี 2561 มาเลย์เชื่อว่าจะขยับขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

มองไปที่อินโดนีเซียประเทศใหญ่ของอาเซียนมีประชากรกว่า 200 ล้านคน มีเกาะ 1.75 หมื่นเกาะ ใหญ่กว่าไทย 10 เท่า โดยหากบินจากไทยไปอินโดนีเซียจะใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง แต่ถ้าบินจากภาคตะวันออกไปตะวันตกของอินโดฯ ต้องใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมง ต้นทุนขนส่งสินค้าจึงสูง ทำให้ราคาสินค้าแต่ละเกาะต่างกันมากถึง 2-3 เท่าตัว อินโดนีเซียจึงมีแผน MP3EI เน้นการลงทุนเพื่อ
ให้เกาะหลักๆ พัฒนาขึ้นมาในระดับใกล้เคียงกัน โดยแผนแม่บทพัฒนาเป็น 6 ระเบียงเศรษฐกิจ คือ 1.สุมาตรา เป็นระเบียงเศรษฐกิจด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ 2.ชวา เน้นด้านอุตสาหกรรมและการบริการ 3.กาลีมันตัน เน้นเหมืองแร่กับพลังงาน 4.ซูลาเวซี เน้นการเกษตร ประมง และเหมืองโลหะ 5.นูซาเต็งการา เน้นท่องเที่ยว สนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร และ 6.โมลลุกะ-ปาปัว เป็นระเบียงเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอาหาร ประมง พลังงาน และเหมืองแร่

อินโดนีเซียแบ่งแผนออกเป็น 3 ระยะ ระยะแรก (ปี 2554-2558) เน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เน้นสาธารณูปโภคที่เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ ระยะสอง (ปี 2558-2563) ซึ่งดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น มาพัฒนาต่อเนื่องจากที่รัฐบาลกลางลงทุนเชื่อมภูมิภาคต่างๆ เข้าด้วยกัน การพัฒนาขั้นนี้จะเน้นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ด้านนวัตกรรมและความโปร่งใส ส่วนระยะสาม (ปี 2563-2658) อินโดนีเซียจะเน้นลงทุนเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อเสริมสร้างความสามารถการแข่งขัน และทำให้เติบโตอย่างยั่งยืน

จะเห็นได้ว่าเมื่อพิจารณายุทธศาสตร์ของประเทศอื่นที่วางไว้ ส่วนใหญ่จะมีทิศทางไปในสูตรเดียวกันมีนวัตกรรมกับยั่งยืน ดังนั้น การจะชนะหรือแพ้จึงอยู่ที่ภาคปฏิบัติจะต้องเร็ว-ช้า-หนัก-เบา ในเรื่องไหนบ้าง ก็หวังว่าเมื่อไทยมียุทธศาสตร์แล้ว รู้เขารู้เราก็แล้ว การรบร้อยครั้ง ก็น่าจะชนะได้กว่าร้อยครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท