
ทองขาขึ้น หุ้นร่วงไม่หยุด
ตลาดหุ้นเอเชียและยุโรปปรับตัวลดลงในวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับดัชนีล่วงหน้าของตลาดหุ้นสหรัฐและค่าเงินปอนด์ รวมถึงราคาน้ำมันลดลงสวนทางกับความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเบร็กซิตกลับมาอีกครั้ง หลังธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ได้แสดงความกังวลว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจเริ่มปรากฏออกมา พร้อมทั้งประกาศลดอัตราส่วนเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นเอเชียและยุโรปปรับตัวลดลงในวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับดัชนีล่วงหน้าของตลาดหุ้นสหรัฐและค่าเงินปอนด์ รวมถึงราคาน้ำมันลดลงสวนทางกับความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเบร็กซิตกลับมาอีกครั้ง หลังธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ได้แสดงความกังวลว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจเริ่มปรากฏออกมา พร้อมทั้งประกาศลดอัตราส่วนเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา
ดัชนีเอ็มเอสซีไอเอเชียแปซิฟิกปรับตัวลดลง 1.4% ขณะที่ดัชนีสต็อกซ์ยุโรป 600 ลดลง 0.6% เมื่อเวลา 08.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นในกรุงลอนดอน ด้านดัชนีล่วงหน้าเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลง 0.3% ส่วนดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดตลาดลดลง 1.85% ที่ 15,378.99 จุด หลังจากร่วงลง 3.2% ในระหว่างการซื้อขายและดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดตลาดลดลง 1.85%
“นักลงทุนกังวลว่าสถานการณ์ในยุโรปจะทำให้เศรษฐกิจโลกยิ่งแย่ลงกว่าเดิม ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจของอังกฤษยังไม่มีแนวโน้มชัดเจน และยิ่งค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงก็ยิ่งเพิ่มแรงซื้อเงินเยน” มิตซูโอะ ชิมมิสสุ ผู้ช่วยผู้จัดการเจแปน เอเชีย ซีเคียวริตี้ กรุ๊ป ระบุ
ขณะเดียวกัน ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น 0.7% อยู่ที่ 101.05 เยน/เหรียญสหรัฐ หรือปรับตัวขึ้นมาแล้ว 5% หลังเบร็กซิตสวนทางกับค่าเงินปอนด์ที่ปรับตัวลดลง 1.7% อยู่ที่ 1.2796 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 31 ปี ระหว่างการซื้อขาย ขณะที่ค่าเงินหยวนลดลงไป 0.24% อยู่ที่ 6.6980 หยวน/เหรียญสหรัฐ ต่ำสุดในรอบ 5 ปี เมื่อเวลาประมาณ 14.12 น. ของวันที่ 6 ก.ค. ตามเวลาในไทย
จูเลียส เบเออร์ กรุ๊ป ไพรเวตแบงก์กิ้งสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ คาดการณ์ว่าค่าเงินปอนด์จะร่วงลงไปแตะระดับ 1.16 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ ในเดือน ก.ย.นี้
ส่วนราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.1% อยู่ที่ 1,371.39 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ สูงที่สุดตั้งแต่เดือน มี.ค. 2014 ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ของรัฐบาลญี่ปุ่นลดลงอยู่ที่ -0.275% ต่ำสุดทำสถิติใหม่ โดยก่อนหน้านี้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภท 10 ปี ปิดตัวลดลงอยู่ที่ 1.4% เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ต่ำสุดทำสถิติ
นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลว่าบรรดาธนาคารกลางต่างๆ อาจจะไม่สามารถออกมาตรการกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีนัก ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงเกือบ 5% โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ลดลงอยู่ที่ 47.84 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (ดับเบิลยูทีไอ) อยู่ที่ 46.43 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเวลา 03.57 น. ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐ และล่าสุดเวลา 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทยราคาลงต่ำกว่า 46 เหรียญสหรัฐแล้ว
ด้านตลาดหุ้นไทย แม้ว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้น 2.52 จุด มาปิดที่ระดับ 1,452.59 จุด สวนทางตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ แต่นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายหุ้นไทยเป็นวันแรก 1,231 ล้านบาท สถาบันในประเทศก็ขายด้วย 1,065 ล้านบาท เช่นเดียวกับตลาดตราสารหนี้ไทย นักลงทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ 2,596 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการขายสุทธิ 1,682 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 914 ล้านบาท
สมาคมค้าตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า วันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนค่อนข้างนิ่งในทุกช่วงอายุตราสาร ทั้งนี้ตลาดติดตามรายงานตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการประจำเดือน มิ.ย. ของสหรัฐ
วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% ต่อไป ขณะที่นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลเบร็กซิต หลังจากธนาคารกลางในประเทศใหญ่ อาทิ สหรัฐ ยูโรโซน ญี่ปุ่น อังกฤษ เตรียมออกมาตรการรับมือผลกระทบ แต่ยังมีปัจจัยลบจากการที่ธนาคารของอิตาลีได้รับผลกระทบจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลมีมูลค่าสูงถึง 3.60 แสนล้านยูโร คิดเป็น 18.1% ประมาณ 2.10 แสนล้านยูโร ในจำนวนดังกล่าวนั้นเป็นเงินกู้ที่ปล่อยโดยธนาคารที่ใกล้ล้มละลาย
ชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก ภาวะตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีปัจจัยเชิงบวกจากการประกาศงบไตรมาส 2/2559 กลุ่มธนาคารที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน คาดดัชนีจะแกว่งในกรอบ 1,440-1,475 จุด โดยแนะนำเลือกซื้อเก็งกำไร กลุ่มธนาคารและพลังงาน หลังราคาถ่านหินทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 1 ปี ล่าสุดอยู่ที่ 57 เหรียญสหรัฐ/ตัน
สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ สุทธิพงษ์ ศรีพรประเสริฐ นักวิเคราะห์การลงทุน บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้นรอบใหม่หลังจากพักฐานช่วงสั้นๆ โดยได้แรงหนุนจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลง
เจอร์ก ไคเนอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของสวิส เอเชีย แคปิตอล กล่าวว่า ราคาทองคำอาจพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วง 18 เดือนข้างหน้าท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่อยู่ในระดับต่ำถึงขั้นติดลบรวมถึงแรงหนุนจากผลของเบร็กซิต ขณะที่การปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มชะลอตัวลงส่งผลให้นักลงทุนหันกลับเข้ามาลงทุนในทองคำกันอีกครั้ง
“แนวโน้มราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นต่อ โดยมีแนวรับ 1,305-1,310 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และแนวต้าน 1,390-1,395 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์”







