
บสย.ลุยค้ำสตาร์ทอัพ
บสย.คาดสิ้นปีนี้ ค้ำสินเชื่อผู้ประกอบการใหม่และนวัตกรรมได้ 2,000 ล้าน ดึง 18 แบงก์ลุย เริ่ม ส.ค.นี้
บสย.คาดสิ้นปีนี้ ค้ำสินเชื่อผู้ประกอบการใหม่และนวัตกรรมได้ 2,000 ล้าน ดึง 18 แบงก์ลุย เริ่ม ส.ค.นี้
นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้า บสย.เตรียมเรียกประชุมสถาบันการเงินพันธมิตร 18 แห่ง เพื่อลงนามในโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการใหม่ และนวัตกรรม (Startup & Innovation) ภายในเดือน ส.ค.นี้ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท สิ้นสุดโครงการ 31 ธ.ค. 2561
ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงปีแรกจะรับค้ำประกันให้ลูกค้าได้ราว 2,000 ล้านบาท เนื่องจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เตรียมรายชื่อผู้ประกอบการกลุ่มอินโนเวชั่นที่สนใจใช้บริการของ บสย. แล้วกว่า 1,000 ราย รวมทั้งมีสถาบันการเงินเตรียมส่งรายชื่อลูกค้ากลุ่มสตาร์ทอัพเข้าโครงการอีกนับพันราย เฉลี่ยแล้วจะค้ำประกันไม่เกินรายละ 2 ล้านบาท
นายวิเชษฐ์ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไปสายงานธุรกิจ บสย. กล่าวว่า โครงการนี้น่าจะได้รับความสนใจจากสถาบันการเงินต่างๆ ในการส่งลูกค้าเข้ามาใช้บริการกับ บสย. เนื่องจากรูปแบบการชดเชยความเสียหายจะได้มากกว่าโครงการปกติ จากเดิมที่จ่ายชดเชยสูงสุด 30% ได้ปรับเพิ่มเป็น 37% และการรับค้ำประกันเป็นแพ็กเกจทำให้รองรับความเสียหายจากลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ได้ถึง 50% เนื่องจากค่าธรรมเนียมจะได้รับการสมทบจากหลายฝ่าย โดยปีแรกลูกค้าจ่าย 2% รัฐจ่ายสมทบอีก 1.5% และ บสย. จ่ายสมทบอีก 0.2% รวมเป็น 3.7% ซึ่งจะเก็บรวมไว้เป็นกองกลางเพื่อใช้จ่ายเป็นเงินชดเชยต่อไป
นายวิเชษฐ์ คาดว่า โครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการใหม่ และนวัตกรรม จะช่วยให้กลุ่มผู้ประกอบการใหม่ และกลุ่มนวัตกรรม สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้นราว 5,000 ราย เฉลี่ยรายละ 2 ล้านบาท ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินจำนวน 1 หมื่นล้านบาท และก่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
สำหรับเงื่อนไขในโครงการนี้ ผู้ประกอบการใหม่ที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จะได้รับการค้ำประกันไม่เกินรายละ 1 และ 5 ล้านบาท ตามลำดับ หากเป็นผู้ประกอบการกลุ่มนวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ผ่านการรับรองจากธนาคาร จะค้ำสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่หากผ่านการพิจารณาคุณสมบัติจากหน่วยงานรัฐ จะค้ำสูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาท







