
ปฏิรูปการเงินสหรัฐสะเถือนถึงธุรกิจไทย
ปัญหาการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่หละหลวมเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลกปี พ.ศ. 2551-2552
ปัญหาการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่หละหลวมเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลกปี พ.ศ. 2551-2552
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ปัญหาการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่หละหลวมเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลกปี พ.ศ. 2551-2552 ทั้งการปล่อยให้กู้ยืมอย่างขาดวินัย การสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความซับซ้อนส่งผลให้สถาบันการเงินสามารถถ่ายโอนความเสี่ยงของตนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านั้นโดยที่ความเสี่ยงนั้นไม่เป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจนต่อผู้ซื้อ
ผสมด้วยการหย่อนประสิทธิภาพการประเมินการจัดอันดับผลิตภัณฑ์
โดยเฉพาะปัญหา ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือซับไพรม์ที่มีการค้ำประกันอย่างหละหลวมสิ่งเหล่านี้เชื่อมต่อกันเป็นแบบโดมิโนเปรียบเสมือนกับระเบิดปรมาณูที่ถูกส่งต่อไปในวงกว้าง
เมื่อชนวนระเบิดปะทุขึ้น จึงมีความรุนแรงและลุกลามไปในวงกว้างและกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งที่ใหญ่ที่สุดนับจาก The Great Depression ในช่วงกว่า 70 ปีที่ผ่านมา
มิ.ย. 2552 นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐ ได้นำเสนอกฎหมายการปฏิรูประบบการเงินและวุฒิสภาของสหรัฐ ได้อนุมัติมาตรการปฏิรูประบบการเงิน (Financial Regulatory Reform) และเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2553 ประธานาธิบดีโอบามา ได้ลงนามมาตรการปฏิรูประบบการเงินหากพิเคราะห์เจาะลึกจะมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
1.พัฒนาและสนับสนุนการกำกับดูแลสถาบันทางการเงินให้แข็งแกร่งและสามารถป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้ โดยมีการเสนอมาตรการ อาทิ การก่อตั้งสภาการสอดส่องดูแลบริการธุรกรรมทางการเงิน โดยมีกระทรวงการคลังของสหรัฐ เป็นประธาน ประกอบกับการสร้างความโปร่งใสที่มีมาตรฐานเดียวกัน
2.จัดตั้งการสอดส่องดูแลตลาดเงินตลาดทุนที่มีความครอบคลุม โดยได้เสนอมาตรการในการบังคับให้ธุรกรรมการซื้อขายอนุพันธ์ที่มิได้ทำผ่านตลาด และหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน มีการกำกับดูแลที่โปร่งใส มีวินัยและมีความต่อเนื่อง โดยให้มีการบันทึกและจัดเก็บรายงานการซื้อขายธุรกรรมอนุพันธ์ ทุกชนิดเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดต่อระบบขึ้น และเพิ่มอำนาจให้กับธนาคารกลางสหรัฐต่อดูแลโครงสร้าง
3.ปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและนักลงทุนจากการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เหมาะสม โดยให้มีการก่อตั้งองค์การที่ปกป้องผลประโยชน์ผู้บริโภคขึ้นมาใหม่ในรูปขององค์กรอิสระเพื่อที่จะดูแลสอดส่องและป้องกันการให้กู้ยืมที่หละหลวม และเสนอให้ก่อตั้งองค์กรที่ปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนผ่านกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ และสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานและการเพิ่มความเข้มงวดให้มากขึ้น
4.เตรียมความพร้อมทางด้านเครื่องมือให้กับทางรัฐบาลสหรัฐในการบริหารจัดการความเสี่ยงทางด้านวิกฤตทางการเงินที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเสนอให้มีองค์กรที่ให้อำนาจรัฐบาลในการเข้าจัดการปัญหากับบริษัทที่ถือกรรมสิทธิ์สถาบันการเงินหรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการล้มเหลวและอาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพต่อระบบการเงินโดยรวมรูปแบบการพัฒนามาจากบริษัทประกันเงินฝากของรัฐ (Federal Deposit Insurance Corporation) อีกทั้งให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรภายในธนาคารกลางของสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับการให้กู้ยืมแบบฉุกเฉิน
5.ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลของนานาชาติและพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ ผ่านคณะกรรมการเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการ Basel และคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน
จึงต้องมาวิเคราะห์ว่าภาคการเงินของสหรัฐที่มีทิศทางที่เข้มงวดขึ้นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในทั้งด้านเศรษฐกิจจริงและภาคการเงินอย่างไร
ประเด็นแรกมาตรการการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่เข้มงวดอาจส่งผลให้สภาวะการหมุนเวียนของสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐตรึงตัวมากขึ้นและอาจจะส่งผลกระทบด้านอื่นๆ ด้วย
กลุ่มแรกที่กระเทือนคือภาคการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐโดนแน่ เนื่องจากสภาวะการหมุนเวียนของสินเชื่อในระบบ
เพราะเมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐตึงตัวมากขึ้นอาจจะส่งให้การนำเข้าสินค้าและบริการของสหรัฐจากประเทศไทยลดลง แม้มาตรการดังกล่าวน่าจะเป็นผลดีต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจของสหรัฐ แต่ในระยะยาวอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ จากการหมุนเวียนของสินเชื่อในระบบที่เป็นไปอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากสัดส่วนการส่งออกของประเทศไทยไปยังสหรัฐต่อการส่งออกของประเทศไทยทั้งหมดในปี 2552 ที่แม้ว่าจะยังอยู่ในอันดับที่ 1 ถึง 10.9% ลดลงมาจากช่วง 11 ปีก่อนหน้าที่เคยอยู่ที่ระดับที่สูงมากกว่า 22.2%
ขณะที่สัดส่วนของการส่งออกในไตรมาสแรกของปี 2553 จะพบว่าการส่งออกของประเทศไทยไปยังสหรัฐปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 10% ทำให้กลายเป็นตลาดการส่งออกลำดับที่ 2 รองจากประเทศจีนที่กลายมาเป็นอันดับที่ 1 ซึ่งมีสัดส่วนตลาดการส่งออกกึง 11.3% แล้ว
นี่คือภัยที่เราคาดไม่ถึง
การชะลอการขยายตัวของของเศรษฐกิจสหรัฐ อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านการนำเข้าสินค้าและบริการของประเทศไทย ซึ่งอาจจะลดลงบ้างในระดับหนึ่ง
ประการต่อมา ความสามารถในการให้กู้ยืมของสถาบันการเงินสหรัฐที่อาจจะลดลงจากสภาวะสินเชื่อของสหรัฐที่อาจจะตึงตัวมากขึ้นซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้กู้ยืมและผู้ลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะต่อการลงทุนโดยตรง จากสหรัฐมายังประเทศไทย
และอาจส่งผลกระทบทางอ้อมผ่านการให้กู้ยืมกับประเทศคู่ค้าประเทศไทย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังประเทศไทย
มาตรการกำกับดูแลระบบการเงินที่รัดกุมมากขึ้นอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายโดยเฉพาะการไหลออกของเงินทุนจากประเทศที่มีมาตรการรัดกุมมากกว่าไปยังประเทศที่มีความรัดกุมน้อยกว่า ซึ่งประเทศดังกล่าวอาจจะเผชิญกับความเสี่ยงจากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ร้อนแรงได้ในอนาคต
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเงินทุนสหรัฐที่เข้ามาลงทุนโดยตรงในไทยย่อมลดลงจากปัจจุบันที่หดตัวอย่างหนักจากปีละ 1,0001,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะนี้ติดลบต่อเนื่องกันเกือบ 2 ปีแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปฏิรูปมาตรการกำกับดูแลภาคการเงินของสหรัฐให้มีความเข้มงวดมากขึ้น
โดยต้องมุ่งเน้นการกระจายตลาดภาคการส่งออกจากสหรัฐมากขึ้นไปยังประเทศที่เกิดใหม่ อย่างต่อเนื่อง หากกำลังการจับจ่ายใช้สอยและอุปสงค์การนำเข้าของสหรัฐมีแนวโน้มลดลงแล้วนั้นอาจไม่
ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกรุนแรงมากเหมือนในอดีต ซึ่งหากมีการกระจายตลาดการส่งออกของประเทศไทยออกจากสหรัฐมากขึ้นจะยิ่งลดผลกระทบต่อภาคการส่งออกของประเทศไทยลง
ดูแลภาวะการเคลื่อนไหวและความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายมายังประเทศไทยอย่าง ใกล้ชิด โดยหน่วยงานภาครัฐควรดูแลความเคลื่อนไหวของเงินทุนเคลื่อนย้ายเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผันผวนที่สร้างความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจจริงขึ้นได้
แม้ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงมีเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งและสามารถรองรับความผันผวนทางการเงินจากเงินทุนเคลื่อนย้ายสะท้อนได้จากระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปัจจุบันอยู่ที่ 144,240 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 4.8 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น บ่งชี้ว่าหากเกิดภาวะเงินทุนไหลย้อนกลับออกจากประเทศไทยจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญมาก
จากบทเรียนของวิกฤตการทางการเงินและแนวโน้มการปฏิรูปภาคการเงินของสหรัฐ ทำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับความมีประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืนของระบบการเงิน
ดังนั้น ไทยควรพัฒนาระบบการเงินและการกำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในปัจจุบันประเทศไทยได้มีแผนการพัฒนาระบบการเงินของประเทศไทยอยู่ภายใต้แผนการพัฒนาระบบการเงินระยะที่ 2 (FinancialSector Master Plan II) และแผนการพัฒนาระบบตลาดทุน โดยแบบแผนดังกล่าวเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพ สนับสนุนการแข่งขันให้เป็นไปตามมาตรฐานโลก พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบการเงินและตลาดทุนมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมามิให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงขึ้นกับระบบการเงินของไทย







