
ไทยเสี่ยงเกินดุลบัญชีสะพัดมากไป
บล.ภัทรจะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจปีหน้า หลังรู้ผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่
บล.ภัทรจะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจปีหน้า หลังรู้ผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวในงานสัมมนาแนวโน้มเศรษฐกิจและกลยุทธ์การจัดสรรการลงทุนครึ่งปีหลัง 2559 ว่า ผลจากการที่สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) ยังไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยคงประมาณการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ 2.8% และปีหน้า 3.2% แต่จะมีการทบทวนจีดีพีปีหน้าในช่วงปลายปีอีกครั้ง ว่าจะยังคงเป็นไปได้หรือไม่ หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเสร็จสิ้น เพราะหากประธานาธิบดีคนใหม่มีนโยบายกีดกันการค้าก็จะเป็นความเสี่ยงต่อจีดีพีไทยที่พึ่งพิงการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนยาก ทำให้การส่งออกยากลำบากขึ้น
“หากผลออกมา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐจะกระทบไทยมากกว่า เพราะทรัมป์ไม่รู้เรื่องการเมืองระหว่างประเทศเลย ในขณะที่ฮิลลารี คลินตัน ซ้ายจัด มีนโยบายจะเก็บภาษีคนรวย กดดันธนาคาร และวอลสตรีท และจะฉุดให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตช้า” นายศุภวุฒิ กล่าว
ทั้งนี้ บล.ภัทรเพิ่งปรับประมาณการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยปีนี้ขึ้นจาก 22.7% ของจีดีพีเป็น 39.1% และปีหน้าจาก 11.8% เป็น 29.3% เนื่องจากการนำเข้าลดลงมากตามกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ ไม่ใช่เกิดจากการส่งออกที่ดีขึ้น โดยประมาณการเกินดุลที่คาดว่าจะเกินถึง 3-4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คงยากที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าแม้ว่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงก็ตาม
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า แม้ว่าประเทศตลาดเกิดใหม่จีดีพีจะโตเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยจากเบร็กซิตที่ทำให้เศรษฐกิจอังกฤษและสหภาพยุโรปย่ำแย่และฉุดเศรษฐกิจโลก แต่กระแสต่อต้านการเปิดเศรษฐกิจโลกของประเทศผู้นำและพรรคการเมืองใหญ่ ที่ทำให้สถานการณ์ลุกลามฉุดเศรษฐกิจโลกลงมาก คาดว่าจะกระทบตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูง
นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างประเทศ จากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะรู้ผลปลายปีนี้แล้ว ยังต้องติดตามผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสและเยอรมนีในปีหน้าอีกด้วย
สำหรับตลาดหุ้นทั่วโลกที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติเพราะตลาดมองว่า ยังมีโอกาสที่ประชามติจะพลิกกลับระหว่างการเจรจา 1-2 ปีนี้ และธนาคารกลางทั่วโลกมีนโยบายจะพยุงตลาด นอกจากนั้นยังคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียวในปีนี้ และเริ่มมีการคาดการณ์ว่าจะลดดอกเบี้ยลง
นายศุภวุฒิเชื่อว่า ประชามติยากที่จะเปลี่ยนแปลงแม้ว่ายังไม่มีผลทางกฎหมาย แต่มีวิธีปฏิบัติในแนวทางประชาธิปไตยที่นายเดวิด คาเมรอน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ สัญญาว่าจะทำประชามติเบร็กซิต ในเมื่อประชาชน 17 ล้านคนออกเสียงว่าจะออก 16 ล้านคนจะอยู่ ความเป็นประชาธิปไตยต้องได้รับความเคารพ จึงต้องมีการลาออกเพื่อหานายกรัฐมนตรีคนใหม่มาปฏิบัติตามประชามติ
“การเปลี่ยนประชามติทำได้ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาทำตามประชามติแล้วเจอปัญหาทำไม่ได้ และ สส.ได้เสียงจากประชาชนท่วมท้นจึงจะกลับคำได้”







