posttoday
สปท.ร้อนระอุล้มแจงทูต เลิกพบพรรคการเมือง

สปท.ร้อนระอุล้มแจงทูต เลิกพบพรรคการเมือง

05 กรกฎาคม 2559

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมาทันทีสำหรับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา หลัง ร.อ.ทินพันธ์ุ นาคะตะ ประธาน สปท. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยเปิดให้สมาชิกหารือก่อนเข้าสู่วาระพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อน สปท.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่ได้พิจารณาแล้วเสร็จ“เสรี สุวรรณภานนท์” สมาชิก สปท. ระบุว่า ระยะเวลาที่เหลือของ สปท.เป็นห่วงเรื่องการทำงานว่าจะทำอย่างไรให้การขับเคลื่อนมีประสิทธิภาพ เป็นที่น่าพอใจและเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงประเทศสำเร็จ เพราะการทำงานของ สปท.เป็นเรื่องใหญ่ จนถูกจับตามองว่าได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้วหรือไม่

ทั้งนี้ ส่วนตัวได้รับหนังสือเชิญเข้าร่วมบรรยายให้ทูตานุทูตฟังในครั้งที่ 3 ซึ่งการให้ สปท.ชี้แจงกับทูตานุทูตหรือประเทศต่างๆ เข้าใจ เป็นเรื่องดีเพื่อให้ทราบว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีขึ้น แต่การพบกันครั้งแรกไม่ได้ติดขัดเท่าไหร่

“แต่การเชิญทูตานุทูตครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยผู้บรรยาย คือ รองประธาน สปท.คนที่ 1 จึงมีข้อสังเกตว่า การจัดครั้งนี้มีการหารือกับประธาน สปท.หรือไม่ และการเชิญมาเป็นสิ่งที่เราทำเพื่อการปฏิรูปหรือไม่ ผมมองว่าทำให้เสียเวลา ทำให้ทูตเบื่อหน่าย ไม่เห็นความสำคัญของเราเนื่องจากจัดถี่เกินไป”

เสรี ระบุว่า อลงกรณ์จัดเวทีบรรยายเรื่องการจัดทำประชามติ กลไกการขับเคลื่อนที่ไม่เกิดประโยชน์กับกรรมาธิการของ สปท. ซึ่งหน้าที่การบรรยายเป็นเรื่องรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบติดต่อประสานกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อทำความเข้าใจกับทูตานุทูต

ส่วน สปท.เป็นเพียงแต่สนับสนุนและไปร่วมกับรัฐบาล แต่ไม่ใช่มาจัดเองแบบนี้ ส่วนตัวรู้สึกเกรงใจทูตานุทูต เพราะแม้แต่รัฐบาลก็ระมัดระวังอย่างมากในเรื่องดังกล่าว ไม่จัดพร่ำเพรื่อ ดังนั้นถ้าหยุดได้เลิกได้ ก็ให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งว่าอย่าจัดงานเลยในช่วงบ่าย

เสรียังได้กล่าวถึงข้อบังคับการประชุมในการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ประสานงานทั้ง 3 ฝ่าย และประสานงานระหว่าง สปท.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่ง สปท.ได้ตั้งคณะกรรมการเครือข่ายการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยไม่เห็นว่ามีความจำเป็น และไม่ได้ช่วยเหลือ สปท. แต่ตั้งมาเพื่อสร้างเครือข่าย จึงถามว่าตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร

นอกจากนี้ เพราะมีการของบประมาณ 1,342,800 บาท ซึ่งแต่ละครั้งจะเอาไปใช้จ่ายอื่นๆ เช่น แจกกระเป๋าเอกสาร แต่ วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท.คนที่ 2 ก็ไม่อนุมัติ

“สิ่งที่เราทำไม่ได้แตกต่างจากพรรคการเมืองที่พยายามสร้างเครือข่าย จัดเลี้ยง แจกของ นี่คือการซื้อเสียงล่วงหน้าที่ สปท.พึงทำหรือไม่ ทั้งที่ คสช.มีประกาศห้ามชุมนุมทางการเมือง ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมใดๆ เมื่อเราห้ามพรรคการเมืองแล้ว แต่เราจัดกระบวนการทางการเมืองเสียเอง หรือจะตั้งพรรคการเมืองในอนาคตหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ คสช.ออกประกาศหลายฉบับเพื่อไม่ให้พรรคการเมืองสร้างความวุ่นวาย และยังห้ามประชาชนชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน เพราะเราต้องการให้พรรคการเมืองช่วยกันประคับประคองให้บ้านเมืองเดินไปได้อย่างสงบสุข

แต่โครงการเครือข่ายที่จัดทำกลับกลายเป็นว่าเราห้ามพรรคการเมืองข้างนอก แต่เราก็มาสร้างพรรคการเมืองใน สปท. แล้วจะไปตอบพรรคการเมืองได้อย่างไร การไปพบหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ ตอนแรกผมเข้าใจว่าประธานทำหนังสือไป แต่ประธานไม่ได้เป็นผู้ทำหนังสือไป ทำให้คนข้างนอกเข้าใจผิด แต่คนที่ทำหนังสือไปในนามประธาน คือ รองประธาน สปท.คนที่ 1 ผมแปลกใจ บางเรื่องประธานก็ไม่ทราบ บางเรื่องเห็นชอบภายหลัง ผมเห็นประธานมาทำงานตั้งแต่หกโมงเช้าทุกวัน ทำไมไม่เห็นประธานเซ็นชื่อในหนังสือดังกล่าว”

อย่างไรก็ตาม การไปพบหัวหน้าพรรคการเมืองทั้งสองพรรคก่อให้เกิดความเสียหายต่อ สปท. เพราะติติง สปท.ว่าทำงานแล้วไม่ปฏิรูป และสิ่งที่เป็นปัญหา คือ พรรคการเมืองเหล่านั้นใช้โอกาสฝากไปถึงรัฐบาลและ คสช. พร้อมติติงว่ากล่าวรัฐบาลในหลายๆ เรื่อง

อีกทั้งในวันที่ 15 ก.ค.จะพบพรรคการเมือง 70 พรรค คสช.คงเกรงใจประธาน สปท.จึงไม่ได้พูดห้ามปราม แต่สิ่งที่ทำผิดกฎหมายและขัดคำสั่ง คสช. ดังนั้นเพื่อไม่ให้การทำงานของ สปท.เกิดผลกระทบเสียหาย ขอให้ประธานระมัดระวังอย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก และอย่าให้ไปดำเนินการเกี่ยวกับทางการเมืองอีก

ด้าน พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก สมาชิก สปท. ได้ลุกขึ้นสอบถามว่า การไปพบพรรคการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยของ อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.คนที่ 1 ไม่ทราบว่า
เป็นมติของที่ประชุม สปท. หรือกระทำเพื่อผลประโยชน์ เพื่อวัตถุประสงค์ใด และเป็นอำนาจหน้าที่ของ สปท.หรือไม่

ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่ สปท.ได้ทำไปก็ปรากฏตามสื่ออยู่แล้ว ในขณะที่ขณะนี้พรรคการเมืองไม่สามารถจัดกิจกรรมทางการเมืองได้ จึงไม่ทราบว่าการไปเช่นนั้นจะมีประโยชน์อย่างไร ประเทศต้องมีความศรัทธาและระเบียบวินัยเพื่อไม่ให้สังคมล่มสลาย และต้องมีธรรมาภิบาล มีความจริงใจในการปฏิบัติงาน

ขณะที่ ร.อ.ทินพันธุ์ ให้สัมภาษณ์หลังสั่งยกเลิกการชี้แจงต่อคณะทูตและองค์กรระหว่างประเทศอย่างกะทันหัน ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ โดยยืนยันว่าได้คำนึงถึงผลดีและเสียแล้ว รวมถึงฟังความคิดเห็นจากสมาชิก จึงเห็นว่ามีผลดีมากกว่าผลเสีย ซึ่งได้ประสานงานกับฝ่ายบริหารของสำนักงานเลขานุการสภาผู้แทนราษฎรแล้วว่าสามารถสั่งระงับได้ทัน และเชื่อว่าทูตไม่ติดใจกับการยกเลิกกำหนดการ

ส่วนการเดินสายของรองประธาน สปท.คนที่ 1 ไปพบพรรคการเมืองต่างๆ เมื่อทำไปแล้วไม่ขอปฏิเสธ แต่คงต้องปรับปรุงการทำงานต่อไป เรื่องทั้งหมดในฐานะประธาน สปท.ขอรับผิดชอบเพียงผู้เดียว และไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบการทำงานของอลงกรณ์ เชื่อว่าทุกคนมีเจตนาดีต่อประเทศทั้งสิ้น ส่วนการปรับปรุงการทำงานหลังจากนี้คงจะต้องนำเรื่องต่างๆ เข้าไปหารือในวิป สปท.ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จะไม่ตัดสินใจด้วยตัวเอง

อลงกรณ์ชี้แจงระหว่างทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมในช่วงบ่าย ว่า การทำงานร่วมกันก็ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย หากมีข้อผิดพลาดก็ต้องขออภัยด้วย เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ในที่ประชุมเพียง
อย่างเดียว แต่เข้าร่วมการประชุมประสานงานระหว่างรัฐบาล สนช. สปท. และงานที่ประธาน สปท.มอบหมายด้วย

“การพบปะกับพรรคการเมืองไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝง แต่เป็นการไปพบปะเพื่อสร้างความร่วมมือ เป็นการหันหน้าเข้าหากัน และการไปชี้แจงก็ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง ผมมีความเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ส่วนงานที่ฝากก็ชัดเจนว่าเป็นงานฝาก ซึ่งประเด็นที่ สปท.ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีผลงานจากฝ่ายต่างๆ รวมสื่อบางส่วน เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องชี้แจงกลับอย่างสร้างสรรค์ และที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย ก็รับรู้รับทราบการดำเนินงานทุกอย่าง”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท