
เบร็กซิตกระทบไทยน้อยและไม่นาน
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้
การลงประชามติของสหราชอาณาจักร (UK) ที่เลือกออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หรือที่เรียกว่าเบร็กซิต ในช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อไทยน้อย เพราะมีการค้าขายกับ UK น้อย (ไทยส่งออกไป UK ไม่ถึง 2% ขณะที่ส่งออกไป EU อยู่ที่ 10%) ขณะที่ภาคท่องเที่ยวอาจถูกกระทบสูงกว่า เพราะนักท่องเที่ยว UK คิดเป็นประมาณ 3% (นักท่องเที่ยว EU คิดเป็น 12%) แต่จำนวนเงินในการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว UK อยู่ที่ 5% (นักท่องเที่ยว EU คิดเป็น 19%) ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยว UK และ EU อาจกระทบบ้างช่วงสั้นๆ แต่ไม่น่าจะลดลงแบบรุนแรง เพราะความผันผวนจากค่าเงินได้รับผลกระทบคล้ายคลึงกัน และไทยยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นตัวเลือกในอันดับต้นๆ ของโลก
ภาพโดยรวมเรามองภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศของไทยน่าจะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง แต่ด้วยแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของการบริโภคภายในประเทศและการใช้จ่ายด้านการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะดีขึ้นในระยะข้างหน้า จะช่วยลดผลกระทบจากเบร็กซิต ดังนั้นเรายังคงประมาณการอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 3%
หลังเกิดเหตุการณ์เบร็กซิตเรามองธนาคารกลางหลักๆ ในต่างประเทศจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม (ของเดิมก็มากอยู่แล้ว) หนุนแนวโน้มกระแสเงินทุนต่างประเทศไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียต่อ หลังจากที่ชะลอตัวในช่วงกลาง-ปลายเดือนที่แล้ว นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วที่ปรับตัวต่ำลงแล้วต่ำลงอีกเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง (รวมทั้งเงินฝากในประเทศที่ให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก) จะยิ่งบีบคั้นให้จำเป็นต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ด้วยการโยกเงินออกจากตลาดพันธบัตร (รวมทั้งบัญชีเงินฝาก) เข้าสู่ตลาดหุ้นเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า
ทั้งนี้ เบร็กซิตคาดจะส่งผลกระทบโดยตรงมากที่สุดต่อเศรษฐกิจ UK ทั้งในด้านการค้า เพราะ EU คือตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของ UK โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 50% ในภาคการเงิน (คิดเป็นสัดส่วน 12% ของจีดีพี UK) มีโอกาสสูงที่ธนาคารระดับโลกหลายๆ แห่งจะตัดสินใจย้ายฐานไปประเทศอื่นใน EU และในด้านการลงทุน ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มจะไหลไปยังที่อื่นแทน และการลงทุนของภาคธุรกิจภายในประเทศ (Business Sector) น่าจะชะลอการลงทุนจนกว่าจะเกิดความชัดเจน ซึ่งจะกระทบต่อการจ้างงาน ระดับรายได้ และการใช้จ่ายของประชาชน ดอยช์แบงก์ (DB) ซึ่งเป็นพันธมิตรงานด้านวิจัยของทิสโก้คาดว่า ผลกระทบเบร็กซิตจะทำให้จีดีพีของ UK ในปีนี้โตน้อยลง 0.2% จากเดิมคาดการณ์ +1.7% เป็น +1.5% และจากคาดการณ์ +2.1% เป็น +0.9% ในปีหน้า
ขณะที่ EU จะได้รับผลกระทบโดยตรงรองลงมาแต่ไม่สูงมากนัก โดยดอยช์แบงก์ปรับจีดีพี EU ช่วง 2 ปีนี้ (ปี 2559-2560) จากโตปีละ +1.5% เป็น +1.6% ในปีนี้ และ +1.1% ในปีหน้า เว้นแต่จะเกิดการ “เลียนแบบ” ของประเทศอื่นๆ เช่น เนเธอร์แลนด์ สเปน อิตาลี ฯลฯ (ซึ่งตลาดตอนนี้กำลังกังวลว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต) ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผลกระทบจะมีสูงมาก จนอาจกลายเป็นวิกฤตการณ์ในยุโรปหรือ European Crisis
เร็วเกินไปที่จะเกิดวิกฤตยุโรป
อย่างไรก็ดี เรามองยังเร็วเกินไปที่จะกลายเป็น European Crisis เพราะยังไม่คาดว่าจะเกิดการเลียนแบบของประเทศอื่นๆ ตามมาในระยะสั้น จาก (1) เชื่อว่าประเทศอื่นๆ ยังมีเวลาที่จะรอดูผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นของ UK ก่อน แล้วค่อยชั่งน้ำหนักอีกทีว่าจะตัดสินใจออกจาก EU ดีหรือไม่อย่างไร (2) บรรดาผู้นำ EU เองก็ตระหนักถึงปัญหานี้ และพยายามเข้าควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยเร็วไม่ให้ลุกลาม จนอาจเป็นบ่อเกิดแห่งการล่มสลายของ EU โดยการเล่นไม้แข็งกดดัน UK ให้ออกจาก EU โดยเร็ว เพื่อสร้างความชัดเจนแก่ตลาด และจะปฏิบัติต่อ UK ในฐานะ “ประเทศที่ 3” ทั้งด้านสิทธิและพันธสัญญาต่างๆ (3) การออกจากสมาชิก EU จะต้องถูกผลักดันจากฝ่ายการเมืองเป็นสำคัญ เช่น การรณรงค์หาเสียง หากดูการเลือกตั้งครั้งถัดไปของประเทศสำคัญๆ ใน EU จะเกิดขึ้นอย่างเร็วสุดก็คือในไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งยังมีเวลาอีกพอสมควร แถมยังต้องติดตามอีกด้วยว่า นโยบายทางฝ่ายการเมืองและผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร
นโยบายการเงินในต่างประเทศมีแนวโน้มผ่อนคลายมากยิ่งกว่าเดิม...
หลังเกิดเหตุการณ์เบร็กซิตเรามองธนาคารกลางหลักๆ ในต่างประเทศจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม (ของเดิมก็มากอยู่แล้ว) อาทิ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เคยระบุในรายงานประชุมครั้งก่อนว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ 2 ครั้ง คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นสามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมากสุดได้เพียงครั้งเดียว และเป็นการประชุมในเดือน ธ.ค. อย่างเร็วที่สุด ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าการประชุมเดือน ก.ย.จะมีการขยายเวลามาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกไปอย่างน้อยอีก 6 เดือน จากที่จะสิ้นสุดลงในเดือน มี.ค. 2560 เป็นเดือน ก.ย. 2560
ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) คาดจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก -0.1% เป็น -0.2% ในเดือน ก.ค. และอาจเพิ่มวงเงินคิวอีขึ้นชั่วคราว (1 สัปดาห์-2 เดือน) จากเดิมที่อยู่ที่ 80 ล้านล้านเยน ล่าสุดดอยช์แบงก์คาดว่าธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จะหั่นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในเดือน ส.ค. และจะหั่นลงอีก 0.15% รวมทั้งกลับมาใช้มาตรการคิวอีในเดือน ก.ย.นี้ ส่งผล
ให้อัตราดอกเบี้ยจะลงมาอยู่ที่ 0.1% ในช่วงปลายปีนี้ อย่างไรก็ดีหากตลาดการเงินโลกยังปั่นป่วนอยู่ มองธนาคารกลางในแต่ละแห่งจะลงมือผ่อนคลายการเงินเร็วกว่าที่เราคาดไว้ข้างต้น สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% ตลอดทั้งปีนี้
หนุนแนวโน้มเงินทุนต่างประเทศกลับมาไหลเข้าต่อ
ด้วยสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่อยู่ในระดับสูงมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และโอกาสการผ่อนคลายการเงินเพิ่มเติมตามที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นเมื่อตลาดประเมินสถานการณ์เบร็กซิตได้ชัดเจนขึ้นแล้ว คาดว่าจะหนุนกระแสเงินทุนต่างประเทศ (Foreign Fund Flows) ไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียต่อ หลังจากที่ชะลอตัวในช่วงกลาง-ปลายเดือนที่แล้ว นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วที่ปรับตัวต่ำลงแล้วต่ำลงอีกเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง (รวมทั้งเงินฝากในประเทศที่ให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก) จะยิ่งบีบคั้นให้จำเป็นต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ด้วยการโยกเงินออกจากตลาดพันธบัตร (รวมทั้งบัญชีเงินฝาก) เข้าสู่ตลาดหุ้นเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า
สภาพคล่องล้นเพิ่ม (จากหลายธนาคารกลางอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ) + ผลตอบแทนพันธบัตรต่ำสุดต่อ (จากนโยบายการเงินผ่อนคลาย และเบร็กซิต) = บีบเงินต้องแสวงหาที่ไป (EM ได้ประโยชน์)
ลุ้นการเมืองในประเทศปลดล็อก! หนุนดัชนีหุ้นทะลุ 1,500
ด้วยการลงประชามติครั้งนี้เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นได้น้อย จึงค่อนข้างคลุมเครือว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ส่งผลให้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ให้น้ำหนักกับปัจจัยนี้เท่าไรนัก หรือเลือกที่จะรอจนกว่าทราบผลการลงประชามติแน่นอนแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ดีภายใต้สมมติกรณีฐาน เรามีมุมมองเชิงบวกต่อผลการลงประชามติครั้งนี้ โดยน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี และคาดว่าจะเปลี่ยนอารมณ์ของตลาดในการยอมรับระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยที่สูงขึ้นได้ (re-rating) จากความชัดเจนทางการเมืองเกิดขึ้นอีกขั้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นราคาหุ้นช่วงไตรมาส 3 โดยคาดว่าน่าจะเห็นดัชนีหุ้นขยับตัวขึ้นมาแกว่งระดับ 1,500-1,600 จุดได้
เลี่ยงหุ้นเกี่ยวข้องต่างประเทศเลือกหุ้นอิงเศรษฐกิจไทยที่ขึ้นช้าและถูกมาก
ภายใต้สมมติกรณีฐานของเรา (เบร็กซิตไม่ลุกลามจนกลายเป็น European Crisis และการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี) เรามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการลงทุนในไตรมาส 3 เราแนะนำให้เลี่ยงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ อาทิ หุ้นพลังงาน ปิโตรเคมี โภคภัณฑ์ ส่งออก และท่องเที่ยว เป็นต้น เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนจากเบร็กซิตอยู่ แต่แนะนำเลือกลงทุนหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก โดยหุ้นพื้นฐานดีขนาดใหญ่ที่ราคายังปรับขึ้นช้าอย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) คาดจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มกระแสเงินทุนต่างประเทศกลับมาไหลเข้าต่อเนื่อง
ขณะที่หุ้นบริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) ยังเป็นหุ้นเด่นสุดในกลุ่มรับเหมาจากการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้เรายังชอบหุ้นที่คาดว่างบไตรมาส 2/2559 จะออกมาดี มีการประเมินมูลค่าถูกมาก แม็คกรุ๊ป (MC) บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) ทั้งนี้หุ้นแนะนำทุกตัวยกเว้น CPALL และ UNIQ มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลด้วย







