
ทำอย่างไรถึงจะปลดหนี้เกษตรกร
ปลายสัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกับพรรคพวกที่เคยเรียนหนังสือด้วยกัน แต่เขาเลือกที่จะไปใช้ชีวิตกับเกษตรกรในชนบท เลยถือโอกาสบ่นให้เขาฟังว่า อุตส่าห์เสียเงินขุดบ่อไว้เลี้ยงปลาจนโต ปรากฏว่าพอฝนตกหนักไม่กี่วันปลาที่เลี้ยงไว้สำลักน้ำลอยขึ้นมาตายเป็นภาระให้ต้องช้อนไปทิ้ง เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยทิ้งไว้จะมีแขกไม่รับเชิญปีนรั้วบ้านเข้ามากินปลาที่เน่าลอยน้ำอยู่
ปลายสัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกับพรรคพวกที่เคยเรียนหนังสือด้วยกัน แต่เขาเลือกที่จะไปใช้ชีวิตกับเกษตรกรในชนบท เลยถือโอกาสบ่นให้เขาฟังว่า อุตส่าห์เสียเงินขุดบ่อไว้เลี้ยงปลาจนโต ปรากฏว่าพอฝนตกหนักไม่กี่วันปลาที่เลี้ยงไว้สำลักน้ำลอยขึ้นมาตายเป็นภาระให้ต้องช้อนไปทิ้ง เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยทิ้งไว้จะมีแขกไม่รับเชิญปีนรั้วบ้านเข้ามากินปลาที่เน่าลอยน้ำอยู่
เขาบอกว่าการที่ปลาลอยขึ้นมาตายทั้งบ่อเป็นเรื่องปกติหลังฝนตกหนัก หากไม่มีความรู้ใช้เครื่องตีน้ำให้ออกซิเจนลงไป เขาบอกว่านี่เป็นความเสี่ยงของเกษตรกรที่รับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และถ้าเกิดเหตุอย่างที่เกิดขึ้นกับผมคงมานั่งหน้ารื่นคุยให้เพื่อนฟังไม่ได้ เพราะสำหรับเกษตรกรนั่นคือหายนะ และหนี้สินที่จะเพิ่มขึ้น
เขาเลยถือโอกาสเตือนเพื่อนฝูงว่าอย่าคิดว่าการเป็นเกษตรกรนั้นเป็นง่ายๆ เหมือนที่วาดภาพให้ฝันกับในโซเชียลมีเดียหรือหนังสือคู่มือการปลูกพืชสวนให้รวยเป็นล้าน เพราะความจริงคนที่จะรวยคือคนที่พิมพ์หนังสือออกมาขายหรือคนที่ขายกิ่งพันธุ์ของพืชสวนที่คนแห่กันไปซื้อมาปลูกเพราะหวังว่าจะรวย เพราะในชีวิตจริง การทำการเกษตรหวังรวยแบบที่เขียนในหนังสือนั้นเป็นงานเต็มเวลาไม่ใช่งานอดิเรก ต้องใช้เงินทุน แรงงานเครื่องจักรกล และเทคโนโลยีการเกษตร ที่ขาดไม่ได้คือประสบการณ์ในการทำการเกษตรขนาดเล็กๆ มาก่อน เพราะธุรกิจนี้คือธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งยังเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้คือเรื่องของดินฟ้าอากาศ
เขาบอกผมว่าแนวทางการพัฒนาการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาชีพมั่นคง มีรายได้พอเพียงต่อการเลี้ยงชีพ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตตามที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 นั้น ดูเหมือนจะให้ลำดับความสำคัญกับเกษตรกรรายใหญ่ที่ทำการเกษตรพาณิชย์มากกว่าเกษตรกรรายย่อยที่มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานการครองชีพ จึงทำเกษตรกรกลุ่มนี้ตกอยู่ในความยากจนและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ทั้งๆ ที่แนวทางการพัฒนาการเกษตรของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยระบุว่า จะให้เกษตรกรทำการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน เน้นการจัดหาที่ดินทำกิน สร้างความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ สร้างโอกาสให้เข้าถึงแหล่งทุน และการแก้ไขปัญหาหนี้สิน
ปัญหาของการพัฒนาการเกษตรเพื่อให้บรรลุผลตามแผนนั้น อยู่ที่ความเข้าใจผิดของทั้งภาคราชการและเกษตรกรเองในการทำการเกษตรแบบพอเพียง
ความจริงเรากำลังส่งเสริมให้เกษตรกรทำธุรกิจแบบบริษัทยักษ์ใหญ่ที่คุมธุรกิจการเกษตรของประเทศอยู่ เริ่มตั้งแต่การทำการเพาะปลูกในระบบเกษตรกรรมพืชเดี่ยว คือ การปลูกพืชชนิดเดียวในบริเวณกว้าง เช่น ปลูกข้าว ข้าวโพด อ้อยหรือมันสำปะหลัง หรือที่พูดกันมากระยะนี้คือการปลูกกล้วยหอม เป็นต้น
จริงอยู่การทำเกษตรกรรมพืชเดี่ยวบริเวณกว้างทำให้เกิดมาตรฐานในการเพาะปลูก การบำรุงรักษาและการเก็บเกี่ยวผลผลิต สามารถเลือกปลูกพืชที่เหมาะกับดิน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต แต่การปลูกพืชเดี่ยวต้องลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์ ลงทุนซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และกำจัดวัชพืชและวัตถุดิบทุกชนิดจากภายนอก การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำซากยังทำให้ดินเสีย ผลผลิตลดลงถ้าไม่ใช้ปุ๋ยหรือยาปราบศัตรูพืชเพิ่มขึ้น
นอกจากความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ราคาขายผลผลิตยังขึ้นอยู่กับกลไกตลาดหรือราคาที่พ่อค้าหรือนายทุนเป็นผู้กำหนดเพราะมีอำนาจต่อรองสูงกว่า นี่คือสาเหตุที่ทำให้ภาระหนี้สินของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจนมีการเรียกร้องให้ทางราชการเข้าไปช่วยปลดหนี้ให้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการช่วยเหลือโดยให้ก่อหนี้ใหม่มาชำระหนี้เดิม ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นเมื่อรวมดอกเบี้ย
ผมฟังเขาเล่าให้ฟังตรงนี้ก็แย้งว่า ความจริงหลังๆ นี้มีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชแบบผสมผสาน คือ ปลูกพืชหลายชนิด เพื่อลดความเสี่ยงจากแมลงศัตรูพืช มีรายได้ต่อเนื่องถึงแม้จะไม่มากเป็นกอบเป็นกำเหมือนการปลูกพืชเดี่ยว (ถ้าได้ผลดี)
เขาชมผมว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะคำว่าการปลูกพืชแบบผสมผสานของทางราชการและเกษตรกรทั่วไปคือการปลูกพืชเดี่ยว 2-3 ชนิด ในพื้นที่เดียวกัน เพราะฉะนั้นปัญหาทุกอย่างที่เกิดจากการปลูกพืชเดี่ยวจึงมิได้หายไปไหน
สรุปปัญหาของการพัฒนาการเกษตรในปัจจุบันในความเห็นของเขาคือ การส่งเสริมให้เกษตรกรทำธุรกิจหรือทำการเกษตรแบบนายทุน เริ่มต้นจากการหาเงินมาลงทุน ถ้าไม่มีเงินก็ต้องกู้มาลงทุนทำการเกษตรแบบรับจ้างผลิตหรือ OEM ในระบบอุตสาหกรรมผลิตสินค้าขายให้นายทุนภายใต้เงื่อนไขการผลิตและการจำหน่ายที่นายทุนกำหนดไม่สามารถต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น เกษตรกรต้องรับความเสี่ยงในการทำการเกษตรหรือการผลิตเอง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ในขณะที่นายทุนไม่ต้องรับความเสี่ยงอะไรเลย แต่มีกำไรจากการขายปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรไปแล้ว ถ้าผลผลิตเสียหายเพราะภัยธรรมชาติไม่ว่าจากดินฟ้าอากาศหรือแมลงศัตรูพืช เกษตรกรต้องรับไปเอง ถ้าผลผลิตมีคุณภาพตามที่เขากำหนด เขาก็รับซื้อตามราคาที่เขากำหนด ถ้าคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่เขากำหนด เขาก็มีสิทธิไม่รับซื้อหรือลดราคาซื้อลงมา
เพื่อนผมคนนี้บอกว่า ความจริงเกษตรกรรายย่อยไม่ควรทำการเกษตรกรรมโดยเริ่มจากการเป็นหนี้ เพราะเมื่อสร้างหนี้แล้วก็ต้องเสียดอกเบี้ย และดอกเบี้ยนั้นจะงอกงามเสมอไม่ว่าดินฟ้าอากาศจะเป็นอย่างไร
การเกษตรผสมผสานที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและดินฟ้าอากาศของประเทศไทย คือ การปลูกพืชหลากหลายชนิดโดยให้พึ่งพาอาศัยกันและกันเอง เขายกตัวอย่างว่า ต้นกล้วยต้นหนึ่งสามารถเป็นแม่เลี้ยงให้พืชล้มลุกหลายชนิด และไม้ยืนต้น 1 ต้น ที่จะโตขึ้นแทนกล้วย ถ้าเกษตรกรปลูกพืชหลากหลายชนิดไว้ให้เพียงพอกับการบริโภคภายในครัวเรือนแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะขายผลผลิตได้ราคาหรือไม่ เพราะผลผลิตส่วนที่จะนำไปจำหน่ายคือผลผลิตส่วนเกินจากการบริโภค ขายได้เท่าไรก็เป็นกำไรเท่านั้น
เขาย้ำว่ารัฐไม่ควรส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรขนาดใหญ่ แบบนายทุนหรือในประเทศตะวันตก ซึ่งทำการเกษตรได้ปีละ 5-6 เดือน แล้วต้องรีบเก็บเกี่ยวก่อนเข้าฤดูหนาว จึงจำเป็นต้องลงทุนเหมือนธุรกิจทั่วไป แต่ไทยอยู่ในเขตร้อนพืชสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามธรรมชาติทั้งปี เหมาะแก่การพัฒนาการเกษตรขนาดเล็ก แบบผสมใช้ทุนน้อย
ผมฟังเขาเล่าก็เก็บมาเล่าให้ฟังต่อ แต่ที่เห็นด้วยกับเขาคือการเกษตรเป็นงานเต็มเวลา ความเสี่ยงสูง ใช่งานอดิเรกที่ใครๆ ก็ทำได้







