posttoday
‘จีน-เบร็กซิต’ เสี่ยงยาว เอเชียเล็งกระตุ้นเพิ่ม

‘จีน-เบร็กซิต’ เสี่ยงยาว เอเชียเล็งกระตุ้นเพิ่ม

05 กรกฎาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ย่างเข้าสัปดาห์ที่สองหลังการลงประชามติของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิตผ่านพ้นไป ดูเหมือนตลาดเงินและตลาดทุนโลกจะคลายความตื่นตระหนกได้แล้ว หลายตลาดสามารถกลับมาบวกได้ เช่นเดียวกับสถานการณ์ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ทองคำ และสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ ที่เริ่มนิ่งกันมากขึ้นจากช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อภาคเศรษฐกิจจริงในช่วงครึ่งปีหลังนี้ก็ยังคงมีอยู่ และทำให้การตั้งตารอที่จะเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังจากรัฐบาล หรือมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมจากบรรดาธนาคารกลางทั้งหลายยังคงดำเนินต่อไป

เพราะแม้ว่าปัญหาจากเบร็กซิตจะยังคงคลุมเครือไม่มีความชัดเจนอะไรออกมาจนถึงขณะนี้ แต่ที่ชัดเจนแล้วก็คือผลกระทบของเบร็กซิตที่กำลังเกิดขึ้นกับ “ญี่ปุ่น” ประเทศคู่ค้าและนักลงทุนรายใหญ่ในเอเชีย รวมถึงปัญหาภายในของเขตเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่าง “จีน” เอง ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกไปตลอดช่วงครึ่งปีหลังนี้เป็นอย่างน้อย  

ปารีณา พ่วงศิริ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนาก่อนหน้านี้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจจีนยังคงชะลอตัวอีกระยะหนึ่ง จากการดำเนินนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนที่มุ่งเน้นการเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศทำให้ยังต้องใช้เวลา

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตัวเลขในปี 2558 พบว่าการบริโภคภายในประเทศของจีนมีสัดส่วนอยู่ที่ 37% เพิ่มขึ้นจาก 35% เมื่อปีก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว การบริโภคภายในอยู่ที่ระดับ 70% ขณะที่การลงทุนในจีนปัจจุบันมีสัดส่วน 44% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มากเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่พึ่งพาการลงทุนเพียง 20% เท่านั้น ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของจีนยังเพิ่มสูงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปี 2558 เอ็นพีแอลพุ่งไปอยู่ที่ 1.8 แสนล้านหยวน จากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 1 แสนล้านหยวน ขณะที่สัดส่วนบริษัทที่มีผลขาดทุนก็เพิ่มขึ้นเป็น 20% หรือ 1 ใน 5 ของบริษัททั้งหมดในจีนอีกด้วย

ตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนดังกล่าวจึงสะท้อนภาพการส่งออกของไทยและกลุ่มประเทศในเอเชียว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง เพราะประเทศในเอเชียต่างมีจีนเป็นคู่ค้าหลัก เห็นได้จากช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่มีมูลค่าการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เช่น เกาหลีใต้ การส่งออกหดตัว 11.5% จากเดิมหดตัว 8% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว ฟิลิปปินส์ส่งออกหดตัว 7.3% จากเดิมหดตัว 5% เมื่อสิ้นปีก่อน

จึงไม่น่าแปลกใจที่ในช่วงก่อนหรือหลังเบร็กซิต จะมีรัฐบาลของหลายประเทศที่ทั้งส่งสัญญาณหรือประกาศกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมกันออกมาแล้ว

ธนาคารกลางไต้หวันประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมาลงอีก 0.125% มาอยู่ที่ 1.375% ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งที่ 4 ติดต่อกันแล้ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ หลังจากที่ภาคการส่งออกซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการค้าโลกที่ซบเซา และตลาดโลกก็ยิ่งมีความผันผวนมากขึ้นหลังเบร็กซิต

ขณะที่ฝั่งเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 4 ในเอเชียนั้น รัฐบาลเตรียมประกาศงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมอีก 10 ล้านล้านวอน (ราว 3 แสนล้านบาท) ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการจ้างงานเป็นหลักผ่านโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นการขยายงบประมาณรายจ่ายเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว หลังจากที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโตได้เพียง 2.8% จากที่คาดการณ์ไว้เดิมเมื่อปลายปีที่แล้วที่ 3.1% ซึ่งจะถือเป็นการขยายตัวที่ต่ำสุดในรอบ 2 ปี

นอกจากนี้ รัฐบาลประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ ยังเตรียมแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เพิ่มเติม วงเงินรวม 20 ล้านล้านวอน (ราว 6 แสนล้านบาท) เนื่องจากเศรษฐกิจแดนโสมขาวมีแนวโน้มขยายตัวได้น้อยกว่าที่คาด นำโดยแรงฉุดในภาคการส่งออก ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือน มิ.ย. ธนาคารกลางเกาหลีใต้ก็เพิ่งประกาศลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วรอบหนึ่งจาก 1.5% เป็น 1.25% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดทำสถิติของแดนโสมขาว 

แม้ว่าตัวเลขภาคการผลิตของเกาหลีใต้ในเดือน มิ.ย.จะขยายตัวได้ขึ้นมาอยู่ที่ 50.5 จุด จาก 50.1 จุดในเดือนที่ผ่านมา ทว่าเกาหลีใต้ยังเผชิญปัญหาอื่นๆ นอกเหนือจากการส่งออก ที่ต้องแก้ทั้ง
ภาคการผลิตที่ไม่ทำกำไรจากปัญหาสั่งสมที่เรื้อรัง เช่น ภาคอุตสาหกรรมการต่อเรือและชิปปิ้ง ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานเมื่อเดือน มี.ค.ก็อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนที่ 4.1%

ปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของเกาหลีใต้นั้นอยู่ที่อุตสาหกรรมอันดับ 1 ที่เป็นชื่อเสียงของประเทศและเป็นแหล่งการจ้างงานจำนวนมากอย่างอุตสาหกรรมการต่อเรือและชิปปิ้ง ซึ่งขาดทุนอย่างหนักหลังราคาน้ำมันดิ่งลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่กำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมส่งผลให้ค่าระวางเรือปรับตัวลดลง ทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางต้องจัดตั้งกองทุนมูลค่า 11 ล้านล้านวอน (ราว 3.3 แสนล้านบาท) เพื่อสนับสนุนเงินทุนด้านการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมต่อเรือและขนส่งทางทะเล

จีนเองที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ ก็จำเป็นต้องทยอยอัดฉีดทั้งการเงินและการคลังเพื่อพยุงระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ให้หลุดกรอบ 6.5% ตามที่สำนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ค่าเฉลี่ยไว้ โดยนอกจากจีนจะมีความเสี่ยงในภาคการผลิตและการค้าที่ซบเซาลงแล้ว ก็ยังมีปัญหาเบี้ยใบ้รายทางที่พร้อมจุดชนวนความวิตกได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลาดทุนที่เคยวิกฤตมา
แล้วถึง 2 รอบ ปริมาณหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหนี้ภาคเอกชนและหนี้รัฐบาลท้องถิ่น และการจัดการกับปัญหาภาคการผลิตส่วนเกินที่กระทบต่อแรงงานมหาศาลในประเทศ

โดยปกติแล้ว ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี)จะดูแลเสถียรภาพในตลาดเงินอย่างใกล้ชิดผ่านการกำหนดกรอบค่ากลางการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวน การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบผ่านกลไกการเงินระยะสั้นและระยะกลาง เช่นในเดือน มิ.ย.ที่เพิ่งผ่านมา มีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบไปประมาณ 2.1 แสนล้านหยวน (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) รวมไปถึงการแทรกแซงค่าเงินหยวนทั้งในตลาดออนชอร์และออฟชอร์

ทว่าการที่พีบีโอซีเองไม่สามารถกดค่าเงินหยวนให้ต่ำลงมาก หรือมากกว่าในปีที่แล้วได้ เนื่องจากถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดทั้งจากคู่ค้ารายใหญ่อย่างสหรัฐ และถูกจับตาในฐานะที่เพิ่งผลักดันให้เงินหยวนเข้าไป หนึ่งในตะกร้าเงินทุนสำรองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มาได้หมาดๆ ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ภาระในการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนจะหันไปอยู่ในมือของรัฐบาลมากขึ้นแทน ซึ่งยิ่งมีเหตุผลรองรับมากเพียงพอหลังจากที่เกิดเบร็กซิต ซึ่งจะกระทบต่อการค้าระหว่างจีน-ยุโรปตามไปด้วย

เรย์มอนด์ เหยิง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารเอเอ็นแซด เชื่อว่า ทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังตามมา ซึ่งจะไม่ใช่มาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่เหมือนในยุคปี 2008 แต่จะเป็นการเพิ่มงบประมาณลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะแตะ 12.2 ล้านล้านหยวน (ราว 64.1 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2016

นักวิเคราะห์อีกหลายฝ่าย เช่น เอเอ็นแซด และสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ยังคาดการณ์ว่า จีนจะผ่อนคลายแรงกดดันให้สถาบันการเงินในประเทศไปพร้อมกันด้วยการประกาศลดสัดส่วนการกันเงินสำรองป้องกันความเสี่ยง (RRR) ตามมาในเร็วๆ นี้ด้วย

ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเงื้อง่าท่าทีมานานหลังจากที่ค่าเงินเยนปรับแข่งค่ามาอย่างต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังเบร็กซิต เนื่องจากเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนแห่เข้าซื้อนั้น ก็คาดว่าจำเป็นต้องออกมาตรการตามมาในเร็ววันนี้เช่นกัน แต่ต้องรอบคอบมากกว่าเดิม

ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการมากที่สุด คือการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนโดยตรง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการส่งออก และสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนหันมาไฟเขียวแผนการลงทุนใหม่ๆ อีกครั้ง ทว่า เคธี มัตวึอิ หัวหน้านักกลยุทธ์ของโกลด์แมน แซคส์ เชื่อว่าความเป็นไปได้มีน้อยมาก เนื่องจากญี่ปุ่นถูกปฏิเสธอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ที่ประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 7 ชาติ (จี7) แล้ว ทำให้อาจต้องหันไปพึ่งวิธีเดิม โดยการใช้ดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติม จากปัจจุบันที่ลบ 0.1% และขยายการซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติมเช่นกัน

ทว่าการใช้ดอกเบี้ยติดลบเพิ่มก็จะหมายถึงการสร้างแรงกดดันต่อภาคการเงินในประเทศ และสร้างบรรยากาศลบตามไปด้วย ซึ่งมาตรการที่ออกมาในปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมานั้นบ่งชี้เบื้องต้นแล้วว่าไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงอาจต้องเพิ่มความรอบคอบมากกวาาเดิมในการกระตุ้นรอบใหม่นี้ ซึ่งยังพอมีเวลากว่าที่ผลของเบร็กซิตจะปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในระยะกลางช่วงปลายครึ่งปีหลังนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท