
การเมืองต้องนำการทหาร
สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ช่วงถือศีลอดหรือเดือนรอมฎอน ยังคงเกิดความรุนแรง ไม่ต่างจากทุกปีที่ผ่านมา แต่สำหรับปีนี้อาจกล่าวได้ว่าการก่อเหตุนั้นหนักหน่วงขึ้น ทั้งการวางระเบิดซุกซ่อนในรถยนต์หรือคาร์บอมบ์กลางเมืองสุไหงโก-ลก พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ การบุกโจมตีฐานที่มั่นเจ้าหน้าที่ ระเบิดรางรถไฟซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินทางกลับภูมิลำเนาฉลองสิ้นสุดการถือศีลอด แม้กระทั่งการลอบวางระเบิดหน้ามัสยิดกลางปัตตานี ศาสนสถานสำคัญ
สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ช่วงถือศีลอดหรือเดือนรอมฎอน ยังคงเกิดความรุนแรง ไม่ต่างจากทุกปีที่ผ่านมา แต่สำหรับปีนี้อาจกล่าวได้ว่าการก่อเหตุนั้นหนักหน่วงขึ้น ทั้งการวางระเบิดซุกซ่อนในรถยนต์หรือคาร์บอมบ์กลางเมืองสุไหงโก-ลก พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ การบุกโจมตีฐานที่มั่นเจ้าหน้าที่ ระเบิดรางรถไฟซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินทางกลับภูมิลำเนาฉลองสิ้นสุดการถือศีลอด แม้กระทั่งการลอบวางระเบิดหน้ามัสยิดกลางปัตตานี ศาสนสถานสำคัญ
ความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเฝ้าระวัง มาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ล้วนแต่ทุ่มเท เอาใจใส่ เพื่อรักษาความสงบสุขอย่างน่าชื่นชม แต่ก็ไม่อาจสกัดกั้นผู้ก่อเหตุที่มองหาช่องว่างจุดโหว่เพื่อก่อเหตุได้
ไม่มีประโยชน์ที่จะกล่าวโทษถึงข้อบกพร่อง เพราะทุกฝ่ายพยายามที่จะสกัดกั้นการก่อเหตุอย่างเต็มความสามารถ แต่ประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง คือ การก่อเหตุอย่างมุ่งเน้นความรุนแรงเพื่อให้กระทบต่อความรู้สึกหวาดผวาเช่นนี้ มีสาเหตุจากอะไร และผู้ก่อเหตุมีจุดประสงค์อย่างไร
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในช่วงที่การเมืองหยุดนิ่ง เป็นการหยุดนิ่งในทุกระดับ และทุกรูปแบบ ไม่ว่าทั้งการเมืองระดับชาติ และการเมืองของความรุนแรง
มองในระดับชาติ ในสายตาของผู้ก่อความไม่สงบนั้น มองว่า “ทหาร” คือตัวจริงของอำนาจที่ชายแดนภาคใต้ เมื่อทหารกุมอำนาจการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ ก็สามารถตัดสินใจใดๆ ได้เองโดยไม่ต้องขอจากฝ่ายการเมือง
ไม่น่าแปลกใจที่ความรุนแรงชายแดนภาคใต้ช่วงปี 2556 สมัยรัฐบาลพลเรือน จึงเกิดขึ้นจำนวนมาก ตรงข้ามกับปี 2557 และ 2558 หลังการยึดอำนาจและมีรัฐบาลทหารที่ความรุนแรงนั้นลดลง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การเมืองของความรุนแรงบนโต๊ะพูดคุยสันติภาพ ซึ่งต่อมาปรับมาเป็นการพูดคุยเพื่อสันติสุข ทำหน้าที่ประสาน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และต่อรองกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อต่างฝ่ายประสานประโยชน์กันได้ด้วยวิธีการทางการเมือง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างความได้เปรียบบนโต๊ะเจรจา
แต่สถานการณ์ของกระบวนการและวิธีการทางการเมืองเพื่อแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ในปี 2559 นั้น กล่าวได้ว่าเข้าสู่ภาวะชะงักงัน เมื่อตัวแทนพูดคุยฝ่ายไทยไม่รับรองร่างข้อตกลงตามที่ตัวแทนผู้ก่อความไม่สงบเรียกร้อง สถานการณ์ยิ่งพลิกผัน เมื่อนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า ได้หลีกเลี่ยงเรื่องการพูดคุย แต่เป็นเพราะรัฐบาลที่แล้วต้องการ จึงต้องมาตามแก้ปัญหา
เมื่อการแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการเมือง ด้วยการพูดคุยสันติสุขชะงักงัน มาตรการกดดันทางการทหารก็เข้มข้นขึ้น การปิดล้อม จู่โจม จับกุม ทลายที่หลบซ่อนของฝ่ายก่อความไม่สงบตามมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกรณีที่กองทัพพยายามสกัดกั้นเรื่องที่ส่งผลกระทบ เช่น การแจ้งความดำเนินคดีนักสิทธิมนุษยชนที่จัดทำรายงานเรื่องการซ้อมทรมาน
กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่หยุดชะงัก จึงเสมือนการปิดกั้นโอกาสการแก้ปัญหาด้วยการเจรจาพูดคุยตามวิถีทางการเมือง เมื่อการเมืองหยุดนิ่ง ความรุนแรงก็เริ่มขยับ ต่างฝ่ายต่างใช้กำลัง ใช้มาตรการทางทหาร เพื่อสร้างอำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจา ซึ่งทำให้เห็นแล้วว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือประชาชนทั่วไป
รัฐบาลจะต้องทบทวนอย่างจริงจัง การเมืองนั้นยังต้องนำการทหาร มาตรการปราบปรามด้วยกำลัง จะต้องควบคู่ไปกับการเปิดช่อง สร้างกระบวนการทางการเมืองเพื่อเจรจาต่อรอง ลดแรงกดดันให้มีช่องทางระบาย มิให้ปะทุเป็นความรุนแรงซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่







