
จากเบร็กซิตถึงอาเซียน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในหลายครั้งเรามักมีคำเรียกชาวต่างชาติสายพันธุ์คอเคซอยด์ หรือ “ฝรั่ง” โดยเฉพาะกลุ่มที่มีผมสีทอง ตาสีอ่อน แบบจำกัดโซนเพียง 2 กลุ่ม คือ คนอเมริกัน หรือไม่ก็คือคนยุโรป หากเจอฝรั่งที่มาจากแอฟริกาใต้ หรือมาจากเยรูซาเลม หลายคนอาจคาดไม่ถึงเพราะนึกว่าจะต้องเป็นคนผิวดำ หรือไม่ก็เป็นแขกตะวันออกกลาง
ทว่า ในอาเซียนของเราเองนั้นเรากลับไม่มีการเรียกเพื่อนบ้านของเราว่าเป็น “คนอาเซียน” ไม่ว่าจะเป็นคนในประเทศหมู่เกาะทางใต้ หรือที่ราบลุ่มตอนบน ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกติดปากกันว่าเป็นกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (ที) ที่หมายถึง กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และอาจมีไทยรวมเข้าไปด้วย แต่ก็มักปรากฏในบริบทของเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนเป็นหลัก แทบไม่มีใครเรียกเพื่อนบ้านหรือเรียกตัวเองว่าเป็นคนซีแอลเอ็มวี (ที)
การไปเที่ยวยุโรปย่อมหมายถึงการไปหลายๆ ประเทศเพื่อความคุ้มค่าตั๋ว ค่าเดินทาง เช่น ยุโรปใต้สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี หรือขึ้นไปทางตอนเหนือหน่อยอย่างเยอรมนี แล้วไปเที่ยวทางซีกขวาแถบยุโรปตะวันออกต่อ แต่ในกลุ่มอาเซียนนั้นส่วนใหญ่แทบไม่มีใครเดินทางท่องเที่ยวเหมาเข่ง เช่น คนที่ไปสิงคโปร์ก็ไม่ได้คิดจะข้ามไปเที่ยวมาเลเซียต่อทั้งที่มีพรมแดนติดกัน ซึ่งหากจะไปเที่ยวเมืองมรดกโลกที่สวยงามในมะละกา ก็นั่งรถต่อไปได้เพียงประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
คนในอาเซียนที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกันอย่างสูงหลายด้านไม่ว่าจะเป็นศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม จึงรู้จักกันดีว่าเรามีการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน เพื่อจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจและการค้าเป็นสำคัญ แต่นอกเหนือจากนั้นเราไม่เรียกกันและกันว่าเป็นคนอาเซียน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีใครตะขิดตะขวงใจกับเรื่องนี้ เนื่องจากประชาคมอาเซียนหรือแม้แต่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนของแท้ดั้งเดิมนั้น ไม่ได้มีอะไรเลยที่ทำให้ประชาชนในภูมิภาครู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน
ทว่า หลังจากที่สหราชอาณาจักรซึ่งนำโดยอังกฤษลงประชามติออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือที่เรียกว่า “เบร็กซิต” นั้น ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่อาเซียนทันที ว่าจะได้รับผลกระทบอะไรตามมาในทางตรงหรือทางอ้อม จะต้องถอดบทเรียนอะไรจากอังกฤษ หรือจะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดกรณีเดียวกันนี้กับอาเซียนหรือไม่
ในแง่ของการเลียนแบบขอลงประชามติถอนตัวตามมานั้น อาจต้องเรียกว่าเป็นเรื่องที่แทบไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะการรวมกลุ่มอาเซียนนั้นมีรูปแบบที่นำมาจากอียูก็จริง แต่เนื้อในรายละเอียดของการรวมตัวกันยังไม่ใช่มาตรฐานระดับเดียวกันกับอียู
เฉพาะในด้านการรวมตัวเป็นตลาดเดียว (Single Market) ภายใต้เสาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ต้องเปิดเสรี 4 ด้าน คือ สินค้า บริการ ทุน และแรงงานนั้น ก็ยังเรียกได้ว่าห่างไกลกว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้จริง เนื่องจากปัจจุบันมีการทำไปสำเร็จเพียงด้านการเคลื่อนย้ายสินค้าได้อย่างเสรีเพียงด้านเดียวเท่านั้น แม้ว่าในทางปฏิบัติจริงจะยังมีข้อกีดกันต่างๆ ที่ไม่ใช่ภาษีอีกมากก็ตาม ขณะที่อีก 3 ด้านยังอยู่ระหว่างความพยายามขับเคลื่อนให้สำเร็จ เช่น การเคลื่อนย้ายแรงงานที่จำกัดอยู่ใน 8 สาขาวิชาชีพ แต่ปัจจุบันการขับเคลื่อนกำหนดมาตรฐานทางวิชาชีพร่วมกันยังสำเร็จไปไม่ถึงครึ่งทาง เช่น บัญชีและวิศวกร
ภายใต้การรวมกลุ่มอย่างหลวมๆ จากส่วนบนลงล่างที่ใช้หลักการอดทนและประนีประนอมกันมากกว่าจะแตกหักกันในหลักการและกฎระเบียบของอาเซียน จึงมีความยืดหยุ่นมากพอที่ไม่มีใครต้องรู้สึกแตกหัก
ในมุมมองของ โทมัส เล็มบง รัฐมนตรีพาณิชย์ของอินโดนีเซีย ที่พูดถึงเรื่องผลกระทบเบร็กซิตไว้กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กนั้น บทเรียนที่ได้ก็คืออาเซียนไม่ควรเป็นองค์กรจัดตั้งเฉพาะของรัฐ แต่ควรลงไปให้ถึงประชาชนและรับฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น
กรณีของอังกฤษถือเป็นตัวอย่างที่นอกเหนือความคาดหมายออกมาให้ได้เห็นกันแล้วจากเรื่องที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะในขณะที่ทุกคนเชื่อในหลักเหตุและผล เชื่อในการชั่งประโยชน์ที่อยู่ต่อจะได้มากกว่าเสีย แต่ท้ายที่สุดการตัดสินใจของประชาชนบนพื้นฐานที่ไม่ได้อยู่บนหลักการและการคานสมดุลผลประโยชน์ของชาติมากพอ ก็ทำให้เกิดผลดังกล่าวออกมาได้ในที่สุด หลายสิ่งที่ฝ่ายเบร็กซิตหาเสียงไปก็เหมือนถูกหลอก เช่น เงินที่จ่ายสมทบสัปดาห์ละ 350 ล้านปอนด์ ก็ไม่ได้มากขนาดนั้น แถมอังกฤษเองยังได้กลับคืนมาในรูปแบบต่างๆ และที่สุดแล้วเงินก้อนนี้ก็ไม่ได้รับการยืนยันว่าจะถูกนำไปอุดหนุนด้านสาธารณสุขตามที่หาเสียงเอาไว้ จนชาวอังกฤษจำนวนมากต้องร่ำร้องให้ลงประชามติรอบใหม่กันอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นความไม่พอใจของประชาชนนั้น น่าจะเป็นอันตรายต่อรัฐมากกว่าจะไปไกลถึงกลุ่มอาเซียน ดังที่ สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เคยให้มุมมองกับบางกอกโพสต์ก่อนหน้านี้ ว่า นี่เป็นบทเรียนอันดีที่สะท้อนถึงปัญหาจากการรวมศูนย์อำนาจของรัฐ โดยมีอียูสะท้อนถึงอำนาจของรัฐบาลกลางที่ไม่ฟังเสียงหรือยืดหยุ่นมากพอ และอังกฤษก็เป็นเหมือนท้องถิ่นหนึ่งที่รู้สึกแปลกแยกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและไม่เป็นธรรม
รัฐควรนำกรณีเบร็กซิตมาเป็นบทเรียนให้ใกล้ตัวกับเรื่องในบ้านตัวเองได้เช่นกัน อย่างน้อยที่สุดกรณีนี้ก็พอจะบอกบทเรียนได้อย่างหนึ่งว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ และไม่ควรประมาทเสียงของประชาชน







