
เอสเอ็มอีจ่อเข้าระบบแบงก์3แสนราย
เอสเอ็มอีกว่า 3 แสนราย จ่อเข้าระบบ หลังกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจประกาศใช้ แบงก์คาดดันยอดสินเชื่อครึ่งปีหลังคึกคัก
เอสเอ็มอีกว่า 3 แสนราย จ่อเข้าระบบ หลังกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจประกาศใช้ แบงก์คาดดันยอดสินเชื่อครึ่งปีหลังคึกคัก
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา ส่งผลดีกับผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือสตาร์ทอัพ รวมทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะสามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น คาดว่าในปีแรกจะมีเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 3 แสนราย
ทั้งนี้ กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ทั้งกิจการที่ทำอยู่ สินค้าคงคลัง เครื่องจักร ลูกหนี้การค้า วัตถุดิบ อสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินทางปัญญา มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันขอสินเชื่อได้
“กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจถือเป็นกฎหมายสำคัญในประวัติศาสตร์และใช้เวลายาวนานกว่า 20 ปี ในการร่างกฎหมาย เพื่อทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกและมีสภาพคล่องในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน ช่วยลดปัญหาการไปกู้นอกระบบ เพิ่มขีดความสามารถในการทำธุรกิจ” นางอภิรดี กล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า เอสเอ็มอีในประเทศไทยมีจำนวน 2.8 ล้านราย มีประมาณ 8 แสนราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 30% ที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนแล้ว และเอสเอ็มอีประมาณ 2 ล้านราย หรือ 70% ที่ยังไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุน
ด้าน นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ จะส่งผลดีกับผู้ประกอบการสองกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือสตาร์ทอัพ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังขยายธุรกิจ มักประสบปัญหาหลักประกันที่มีอยู่ไม่เพียงพอมาขอสินเชื่อเพิ่ม เมื่อมีกฎหมายทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อสะดวกขึ้น
ขณะเดียวกันธนาคารทุกแห่งมีความเข้าใจกฎหมายใหม่ และเจ้าหน้าที่มีความพร้อมในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำทั้งวัตถุดิบ สินค้าคงคลัง สินค้าที่ผลิตแล้วไม่ขาย สิทธิการเช่า สิทธิเรียกร้องลูกหนี้ มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ รวมถึงมีหลายธนาคารพร้อมออกผลิตภัณฑ์สำหรับโครงการนี้ ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่จะให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพจะเป็นอัตราปกติสำหรับลูกค้าเอสเอ็มอีทั่วไป
สำหรับแนวโน้มภาพรวมการให้สินเชื่อในครึ่งปีหลังของระบบน่าจะปรับตัวดีขึ้น รวมถึงแนวโน้มอัตราหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) น่าจะไม่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะทิศทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ขณะที่แนวโน้มการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีขึ้นวันที่ 5 ก.ค.นี้ คาดว่าจะคงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในกรอบเดิม 3-3.5% ส่วนการส่งออกต้องประเมินผลกระทบของเบร็กซิต ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินว่า ผลกระทบจากเบร็กซิตอยู่ในระดับน้อย แต่ทั้งนี้ในที่ประชุมต้องพิจารณาร่วมกัน
อีกครั้ง
ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีรวม 6 แสนล้านบาท และออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ให้แก่ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ให้นำทรัพย์สินอื่นมาค้ำประกันวงเงินกู้เพิ่มจากเดิม 20% หรือสูงสุด 10 ล้านบาท ส่วนภาพรวมการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารในปี 2559 ยังอยู่ในกรอบเดิมที่วางไว้ ที่คาดว่าจะขยายตัว 5-7%







