
หลังเบร็กซิตเงินบาทแข็งค่าเร็ว
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังเบร็กซิต ค่าเงินบาทแข็งค่าไม่มากราว 1% หรือจาก 35.30 เป็น 35.04 บาท/เหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนยังมองผลกระทบจากเบร็กซิตไม่ชัดเจนนัก ประกอบกับเงินสกุลเอเชียถูกรั้งจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น จึงทำให้ความเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เหลือของปียังมองทิศทางเงินบาทอ่อนค่า เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งการคาดการณ์จีดีพีของหลายสำนักวิจัยให้มุมมองจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 3% ซึ่งอัตราเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่ 5-6% ขณะที่นโยบายการเงินมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แรงดึงดูดการลงทุนต่างชาติจึงน้อยลง
“ปัจจัยพื้นฐานของเราที่ดี ทั้งทุนสำรองหนาหนี้สาธารณะต่ำเหมือนจะทำให้เงินบาทแข็งค่า แต่ในสายตาของนักลงทุนมองว่าไม่สามารถนำปัจจัยที่ดีเหล่านั้นมาแปลงเป็นการเติบโตของจีดีพีได้ นักลงทุนจึงวางแผนลำบากเลือกรอความชัดเจนดีกว่า” กอบสิทธิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ลูกค้ามีธุรกรรมเงินปอนด์ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นธุรกรรมเงินสกุลยูโรมากกว่า แต่อัตราการซื้อออปชั่นปิดความเสี่ยงค่าเงินยังเห็นไม่มากนัก เพราะลูกค้าเลือกที่จะรอดูสถานการณ์ก่อน
นักค้าเงิน ระบุว่า เงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วในขณะนี้ เป็นผลจากเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า โดยมีสาเหตุสำคัญ ได้แก่ ธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจมีแนวโน้มอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอก หลังจากเบร็กซิตทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจ ทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ QE หรือ Negative Interest Rate ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็มีแนวโน้มชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ปัจจัยดังกล่าวทำให้เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดเกิดใหม่ที่มีพื้นฐานค่อนข้างดี รวมถึงประเทศไทยที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่อง และทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ระดับสูง
นอกจากนี้ นักลงทุนคลายความกังวลจากเหตุการณ์ เบร็กซิตมากขึ้น อย่างไรก็ดีตลาดคาดว่ายังต้องใช้เวลาอย่างต่ำราว 2 ปี กว่าสหราชอาณาจักรจะเจรจาและสามารถออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ได้ ขณะที่ท่าทีของอียูและสหราชอาญาจักรเริ่มประนีประนอมมากขึ้น ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกอยู่ระดับต่ำ โดยเฉพาะพันธบัตรของประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐ เยอรมนี ญี่ปุ่น ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักลงทุนบางส่วนหันมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น
สมาคมตราสารหนี้ไทย ระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา (27-30 มิ.ย. 2559) กระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิ 16,602 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) 31,257 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุมากกว่า 1 ปี) 11,203 ล้านบาท และเป็นตราสารหนี้ที่ถือครอง โดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ (Expired) 25,858 ล้านบาท
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลงประมาณ 0.05-0.09% ในตราสารระยะยาว โดยตราสารอายุ 10 ปี ปรับลดลง 0.09% จาก 2.11% มาอยู่ที่ 2.02% การที่อัตราผลตอบแทนดังกล่าวมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเป็นผลต่อเนื่องมาจากผลของเบร็กซิตในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมองว่าตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงน่าสนใจในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และตราสารหนี้ถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยด้วย
ด้านปัจจัยต่างประเทศสหรัฐรายงานประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 1/2559 มีการขยายตัว 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1% ขณะที่ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ของสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น 10,000 ราย อยู่ที่ 268,000 ราย ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 267,000 ราย ด้านปัจจัยในประเทศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำเดือน พ.ค. ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อน ตามแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งอุปสงค์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย 5 เดือนแรกของปีนี้ หรือต้นปีถึงปัจจุบัน ล่าสุด ณ เดือน พ.ค. ว่า ไหลออกสุทธิ 5,982 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.1 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเลี่ยนปิดตลาดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ระดับ 35.17 บาท/เหรียญสหรัฐต่อเนื่องจากสิ้นปี 2558 ที่ไหลออกสุทธิ 1.95 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.9 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ถึง 5 เดือนแรกของปีนี้เงินทุนเคลื่อนย้ายจะไหลออกสุทธิ แต่หลังเกิดเหตุการณ์สหราชอาณาจักรแยกตัวออกการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) แนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายเริ่มกลับมาไหลเข้าไทย
เห็นได้จากข้อมูลเบื้องต้นในเดือน มิ.ย. ที่นักลงทุนต่างประเทศยังนำเงินเข้า มาลงทุนสุทธิในตลาดหุ้นไทยและตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) ไทย โดยมีมูลค่าถึง 1.84 หมื่นล้านบาท และ 5.9 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ







