
ขอบเขตแห่งเสรีภาพ
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดยธรรมชาติแล้ว สัตว์โลกทุกชนิดล้วนเกิดมาพร้อมกับสิทธิเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายมนุษย์เราเป็นสัตว์ที่มีสิทธิเสรีภาพมากที่สุด
หากเราย้อนกลับไปในยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์เราจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่มีข้อห้าม ต่อเมื่อมนุษย์อยู่รวมกันเป็นสังคม เกิดเป็นบ้านเมืองที่ผู้คนต้องอยู่ร่วมกัน สิทธิเสรีภาพของมนุษย์จึงเริ่มถูกจำกัด เป็นการถูกจำกัดตามธรรมชาติอันเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพของคนใดคนหนึ่ง ไม่ควรที่จะไปกระทบสิทธิเสรีภาพของคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันในสังคมนั้นๆ
สิทธิเสรีภาพจึงต้องมาพร้อมกับหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องให้ความเคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นเสมอ สังคมจึงจะอยู่ได้อย่างปกติสุข
มนุษย์ต่างกับสัตว์ตรงที่มนุษย์เป็นผู้ออกกฎเกณฑ์ กำหนดกติกา ฉะนั้นการใช้สิทธิเสรีภาพของมนุษย์แม้จะไปเบียดเบียนรุกล้ำทำลายเสรีภาพของสัตว์ มนุษย์ก็ทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิด
บ้านเมืองที่พวกเราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ แต่เดิมเป็นดงเป็นป่า เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ซึ่งอยู่กันมาก่อนที่มนุษย์จะมาบุกรุก ในสมัยก่อนใครมีแรงสามารถหักร้างถางพง ทำลายสภาพป่าให้เป็นเรือกสวนไร่นา ถือเป็นสิทธิเสรีภาพที่สามารถครอบครองทำประโยชน์ได้ แม้จะเป็นการรุกรานหรือเบียดเบียนสัตว์ซึ่งพวกเขาอยู่มาก่อนก็ตาม จนต่อมาเมื่อสังคมมีผู้คนมากขึ้น จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกัน จึงได้มีกฎหมายออกมาจำกัดสิทธิและเสรีไม่ให้บุกรุกป่า เพื่อสงวนไว้ให้เกิดสมดุลตามธรรมชาติที่ทุกคนมีสิทธิได้ประโยชน์ร่วมกัน สิทธิเสรีภาพของมนุษย์จึงถูกจำกัดโดยกฎหมาย
เรื่องสิทธิเสรีภาพที่ผ่านมา มิได้มีการเอาเปรียบกันเฉพาะมนุษย์กับสัตว์เท่านั้น แม้แต่มนุษย์ที่มีอาวุธทันสมัยกว่า ก็อ้างสิทธิเสรีภาพของตนเองเหนือกว่ามนุษย์ที่อ่อนกำลังกว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ดี ทวีปอเมริกาเดิมมีชนเผ่าอินเดียแดงเป็นคนพื้นเมืองครอบครองพื้นที่อยู่ก่อน ต่อมาฝรั่งผิวขาวอพยพจากอังกฤษ ได้เข้ามาครอบครองและขับไล่แย่งชิงผืนแผ่นดินของชนเผ่าอินเดียแดง ใช้อาวุธที่ทันสมัยกว่า ไล่ฆ่า รุกราน ขับไล่ชนพื้นเมืองที่อยู่มาก่อนให้ออกจากพื้นที่
ในอดีต ฝรั่งใช้ปืนเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิเสรีภาพ การเข้าไปรุกรานแย่งดินแดงของคนพื้นเมือง แม้จะเป็นเรื่องที่โหดร้ายแล้ว ฝรั่งผิวขาวพวกนี้กลับสร้างภาพยนตร์ สร้างเรื่องราวให้ชนเผ่าอินเดียแดงกลายเป็นผู้ร้าย เป็นคนป่าเถื่อน สร้างความชอบธรรมให้กับฝรั่งผิวขาวผู้โหดร้ายให้เป็นฝ่ายธรรม
รัฐธรรมนูญทุกฉบับ จึงได้บัญญัติรองรับสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ของบุคคลไว้ สิทธิเสรีภาพจะถูกจำกัดได้โดยกฎหมายเท่านั้น ฉะนั้นยิ่งมีกฎหมายมากเท่าไหร่ สิทธิเสรีภาพก็จะลดน้อยลงเท่านั้น
การแสดงความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์เรื่องใดๆ ก็ตาม โดยพื้นฐานย่อมเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่จะลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้ มีประเด็นปัญหาการวิพากษ์วิจารณ์จนนำไปสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่า มาตรา 61 วรรค 2 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า ไม่ขัด
เรามาดูกันว่า ข้อจำกัดสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายประชามติมีอะไรบ้าง
มาตรา 61 ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้
(1) ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
(2) ให้ เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง
(3) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือใช้อิทธิพลคุกคามเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สำคัญผิดในวัน เวลาที่ออกเสียง หรือวิธีการลงคะแนนออกเสียง
(4) เปิด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ ทำให้สูญหาย ทำให้ไร้ประโยชน์ นำไปหรือขัดขวางการส่งหีบบัตรออกเสียงหรือบัตรออกเสียง เว้นแต่เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย
(5) เล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใดๆ อันมีผลเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง
(6) เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อจะไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง
(7) ขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตออกเสียงระหว่างเวลา 18.00 นาฬิกาของวันก่อนวันออกเสียงจนสิ้นสุดวันออกเสียง
ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
การกระทำตาม (1)-(7) ทุกคนเห็นตรงกันยอมให้จำกัดสิทธิเสรีภาพ แต่ที่เป็นประเด็นคือ การกระทำตามวรรคสอง ให้ถือเป็นการก่อความวุ่นวายตาม (1)
ประเด็นคงอยู่ที่การเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย แต่การเผยแพร่จะเป็นความผิด ต้องมีอีก 2 องค์ประกอบ คือ
1.เผยแพร่ในสิ่งที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง คือ เอาเรื่องเท็จมาเผยแพร่ หรือเผยแพร่แบบรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่
และ 2.การเผยแพร่ดังกล่าว ต้องมีเจตนาเพื่อไม่ให้คนไปออกเสียง หรือออกเสียงทางใดทางหนึ่ง
จะเห็นได้ว่า กฎหมายไม่ได้ห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ ข้อห้ามต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่สุจริตชนไม่สมควรกระทำทั้งสิ้น หากจะวิพากษ์วิจารณ์ในเนื้อหาในทางวิชาการ ย่อมทำได้ คนอ่านหรือคนฟัง เขาจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะมีผลต่อการออกเสียงหรือไม่ ผู้กระทำก็ไม่มีความผิด
กฎหมายห้ามเฉพาะ พวกที่ชอบใช้ความรุนแรง พวกปลุกระดม พวกที่มองคนอื่นเป็นคนโง่ กฎหมายอย่างนี้ สุจริตชนคนทั่วไปไม่มีใครเดือดร้อน







