posttoday
แนวคิดและรูปธรรมของวิสาหกิจเพื่อสังคมไทย

แนวคิดและรูปธรรมของวิสาหกิจเพื่อสังคมไทย

04 กรกฎาคม 2559

โดย...สุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย

โดย...สุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย

ทุกวันนี้เราเริ่มมองเห็นแนวโน้มของการเปลี่ยนผ่านแนวคิดในการบริหารจัดการเชิงธุรกิจจากมุมมองแบบเศรษฐกิจนิยม (Economism) ซึ่งตั้งสมมติฐานต่อธรรมชาติของมนุษย์ตามแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoclassicalism) ที่เห็นว่ามนุษย์มุ่งแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุดและให้คุณค่ากับผลประโยชน์ส่วนตัวเหนือประโยชน์ส่วนรวม มาสู่การให้ความสำคัญกับมุมมองแบบมนุษยนิยม (Humanism) ที่มุ่งเน้นปัจจัยสำคัญในมิติอื่นนอกจากการสร้างมูลค่าทางการเงิน เช่น การสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) การสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและการแก้ไขปัญหาสังคม

หลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันข้อความข้างต้น คือ ในระยะหลังเราได้เห็นการพัฒนาตัวแบบทางธุรกิจที่หลากหลายที่ตระหนักและมุ่งเน้นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการกุศลที่ไม่แสวงหากำไร (Charity) การทำกิจกรรมเพื่อสังคมของผู้ประกอบการ (Corporate Social Responsibility : CSR) วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) และธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) ซึ่งในแต่ละตัวแบบมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไปทั้งในเชิงปรัชญาและแนวทางการดำเนินงาน

ในประเทศไทยเองได้นำเอาแนวคิดเหล่านี้เข้ามาปรับใช้ด้วยเช่นกัน ที่เห็นได้ชัดคือการที่ผู้ประกอบการภาคธุรกิจเอกชนได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบของ CSR มากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งอาจอธิบายได้ว่าผู้ประกอบการเองก็ได้ประโยชน์จากมาตรการทางภาษี อีกส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการสื่อสารไปยังสาธารณชนถึงภาพลักษณ์และตัวผลิตภัณฑ์ของบริษัท แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดที่สามารถตีความได้ด้วยเช่นกันน่าเป็นเรื่องของการหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความรับผิดชอบและตระหนักถึงส่วนรวมของผู้ประกอบการ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ทางธุรกิจไปสู่การสร้าง Shared Value ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในส่วนของภาครัฐก็ได้มีการผลักดันและให้การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้จากการกำหนดให้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 การจัดตั้งสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) และคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (คกส.)

ผลการดำเนินงานก่อให้เกิดระบบและฐานข้อมูลของวิสาหกิจเพื่อสังคมกว่า 400 กิจการ มีการพัฒนาหลักสูตรในสถาบันการศึกษาหรือองค์กรเครือข่ายรวมกว่า 10 แห่ง และมีเครือข่ายของผู้สนใจติดตามงานของ สกส. มากกว่า 1 หมื่นคน ตลอดจนการริเริ่มดำเนินกิจการตามหลักวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ เช่น มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง (ดอยตุง) มูลนิธิโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์ บริษัทสังคมสุขภาพ (เลมอนฟาร์ม) เป็นต้น (สภาปฏิรูปแห่งชาติ วาระปฏิรูปพิเศษ 1 : วิสาหกิจเพื่อสังคม, 2558)

ในบริบทของประเทศไทย การให้ความหมายต่อคำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)
ดูจะเป็นการประนีประนอมกับแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) ที่ศาสตราจารย์ยูนุส (Muhammad Yunus) ได้ให้ความหมายไว้อย่างค่อนข้างเข้มข้น เช่น การต้องกำหนดวัตถุประสงค์ที่จะช่วยลดความยากจนในสังคม หรือปัญหาเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งในสังคมที่กำลังคุกคามสังคมนั้นอยู่

การที่ผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนเฉพาะเท่าที่ได้ลงทุนไป และไม่ได้รับเงินปันผลหรือประโยชน์อื่นมากไปกว่าเงินที่ลงทุน การที่ธุรกิจจะต้องไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพนักงานหรือผู้ร่วมงานของธุรกิจจะได้รับผลตอบแทนการทำงานหรือเงินเดือนที่เทียบเท่ามาตรฐานในอุตสาหกรรม แต่จะมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีกว่าและทำงานอย่างมีความสุข (Yunus, Building social business : the new kind of capitalism that serves humanity’s most pressing needs, 2010)

โดยอาจไม่ได้มุ่งเน้นว่าตัวธุรกิจต้องแก้ไขปัญหาสังคมด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะหรือเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางสังคมที่เข้าไปช่วยเหลือเช่นกรณีของร้านอาหาร Cabbages & Condoms ซึ่งดำเนินงานโดยสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนที่มี คุณมีชัย วีระไวทยะ เป็นผู้ริเริ่ม หรือการแบ่งกำไรบางส่วนมาปันผลให้แก่สมาชิกดังกรณีของบริษัท สังคมสุขภาพ  (เลมอนฟาร์ม) แต่ทั้งหมดนี้ยังวางอยู่บนหลักการสำคัญคือธุรกิจจะต้องดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนทั้งในด้านสถานะทางการเงินและสถานะทางเศรษฐกิจ และกำไรที่เกิดจากธุรกิจจะใช้ในการขยายกิจการหรือเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมเป็นเป้าหมายแรกมิใช่เพื่อเจ้าของธุรกิจหรือผู้ร่วมลงทุน

การให้ความหมายข้างต้นยังเห็นได้จากความพยายามของภาครัฐที่จะผลักดันแนวคิดวิสาหกิจเพื่อสังคมให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจต่อสาธารณชน และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยจัดตั้ง บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี เพื่อดำเนินกิจการเพื่อสังคมตามแนวทางการขับเคลื่อนโครงการประชารัฐตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ในระยะแรกได้มีการจัดตั้งบริษัทไปแล้วใน 5 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต เพชรบุรี อุดรธานี เชียงใหม่ และบุรีรัมย์ และมีแผนจัดตั้งบริษัทประชารัฐรักสามัคคีให้ครบทั้ง 76 บริษัท ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ 

โครงสร้างของบริษัทประชารัฐรักสามัคคีถูกออกแบบให้มีการกำกับดูแลด้วยการประสานการมีส่วนร่วมจาก 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน เข้ามาดำเนินการและตรวจสอบการทำงาน โดยคณะกรรมการ 5-10 คน จะมาจากทั้ง 5 ภาคส่วนดังกล่าวและกรรมการจะมีสิทธิออกเสียงได้ภาคส่วนละร้อยละ 20 เพื่อป้องกันการผูกขาดและครอบงำบริษัท

ในส่วนของกำไรที่เกิดจากการดำเนินกิจการจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ใน 3 ทาง กล่าวคือ เป็นเงินสำรองเพื่อใช้ดำเนินการของบริษัทในอนาคต การขยายธุรกิจ และการสร้างสาธารณประโยชน์ โดยไม่มีการนำมาปันผลคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ จะมีการประเมินความสำเร็จของบริษัทผ่านตัวชี้วัด 3 ด้าน คือ การสร้างรายได้แก่ชุมชน การสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าชุมชน และการลดความยากจนของคนในชุมชน

แม้จะมีข้อกังวลว่าการที่ภาคเอกชนรายใหญ่เข้ามามีบทบาทในการจัดตั้ง บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จะเข้ามาครอบงำและแสวงหาผลประโยชน์เพื่อกลุ่มทุน แต่เมื่อมองไปที่โครงสร้างและกลไกที่กำหนดไว้ตามหลักการที่กล่าวถึงในข้างต้น กอปรกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ดังเช่นกรณีบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส Danone Groupe ที่หันมามุ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจเพื่อตอบสนองปัญหาด้านโภชนาการให้แก่เด็กยากจนผ่านการดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตในนามบริษัท Grameen Danone ในบังกลาเทศ จะเห็นได้ว่านี่เป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งที่ภาคส่วนต่างๆ ของสังคมจะใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมการเกื้อกูลเพื่อสาธารณะของภาคเอกชนที่เริ่มก่อตัวเพิ่มมากขึ้นเข้ามาช่วยเหลือทั้งในแง่ของการพัฒนา แก้ไขปัญหา และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม

ช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (Inclusive Participation) ผ่านการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมแก้ไขปัญหา และร่วมติดตามประเมินผล ให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69