
โค้งสุดท้ายประชามติ
ความหวังดีของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการจะให้ประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และพยายามดำเนินการตามโรดแมปที่ได้ประกาศไว้ต่อคนไทยและนานาประเทศ โดยจัดให้มีการดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา และจะเปิดให้ทำประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 7 ส.ค.นี้
ความหวังดีของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการจะให้ประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และพยายามดำเนินการตามโรดแมปที่ได้ประกาศไว้ต่อคนไทยและนานาประเทศ โดยจัดให้มีการดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา และจะเปิดให้ทำประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 7 ส.ค.นี้
แต่จนถึงปัจจุบันเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจ และไม่รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดกติกาห้ามไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ใช้วิธีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้อ่านโดยตรงผ่านหลายๆ ช่องทาง เช่น โหลดแอพพลิเคชั่นที่ กกต.จัดไว้ให้ และหากไม่สะดวกจะอ่านจากคอมพิวเตอร์ ก็จะมีการสรุปและส่งเอกสารไปให้ประชาชนอ่านทุกบ้านอย่างทั่วถึง
แต่ในขณะที่ถึงโค้งสุดท้ายของการทำประชามตินั้น ก็ยังไม่อนุญาตให้ฝ่ายการเมืองมีการรณรงค์ จัดกิจกรรมทางการเมือง หรือให้ความรู้กับประชาชนถึงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งข้อดีคือจะไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีก่อปัญหาวุ่นวายในบ้านเมือง แต่ข้อเสียคือผู้ที่อยากจะฟังความเห็นในร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีโอกาสได้ฟังว่าเป็นอย่างไร
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมขณะนี้คือความหวาดระแวง ประชาชนเริ่มสงสัยว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ดีจริงหรือไม่ ทำไมจึงไม่ให้มีการเปิดให้แสดงความคิดเห็นเพราะจะเกรงว่าเป็นการชี้นำไปหมด ฉะนั้นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญแทนที่จะทำอย่างเปิดเผย กลับกลายเป็นการปล่อยข่าวลือ การพูดคุยแบบปากต่อปากในสภากาแฟ ในวงเหล้า หรืองานเลี้ยงสังสรรค์เฉพาะกลุ่ม ซึ่งอาจจะสร้างปัญหามากกว่าที่คิด
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การไม่ทำอะไรอย่างเปิดเผยโปร่งใส อาจจะมีแรงสะท้อนกลับ เช่น การไม่ยอมรับผลของประชามติหากออกมาในทางที่ไม่เป็นไปตามที่ตั้งความหวังไว้ อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย แทนที่การปฏิรูปประเทศจะเดินหน้าไปกลับกลายเป็นถอยหลัง
บริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกอย่างสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) หรือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ก็แสดงความเป็นห่วงประเทศไทยทั้งที่เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศยังพอไปได้ และดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้ แต่ก็ยังไม่เลื่อนอันดับเครดิตให้เพราะเกรงความเสี่ยงทางการเมืองจะมาบั่นทอนการเติบโตของเศรษฐกิจ
เราเห็นว่ารัฐบาลควรผ่อนปรนให้มีการจัดการชี้แจงข้อดีและข้อด้อยของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ประชาชนได้รับทราบ จัดให้ผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยสามารถถกเถียงได้อย่างเปิดเผยสักครั้งเดียวก็ยังดีกว่าปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองอยู่อย่างอึมครึมและหวาดระแวงเหมือนในขณะนี้
ประเทศไทยมีประชาธิปไตยมา 84 ปีแล้ว และมีรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 19 ฉบับ ซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทุกครั้งก็ได้มีการเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ในข้อดีและข้อเสียทั้งสิ้น สำหรับนักการเมืองเอง ก็ควรตระหนักเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากต้องการให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้าและก้าวออกจากปัญหาความขัดแย้ง ก็ควรจะตั้งมั่นที่จะสร้างสรรค์มากกว่ามาสร้างปัญหา ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ของประเทศแย่ลง
การทำประชามติครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันเล่นๆ หากปัญหาการเมืองเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของชาติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ทุกฝ่ายควรจะยึดถือเอาประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปอย่างเรียบร้อย







