
สิ่งมีชีวิตสุดอันตราย ของสแกนดิเนเวีย
คุณกลัวหมาป่าและหมีหรือเปล่า ถ้ากลัวละก็ ลืมไปได้เลย เพราะเห็บไม้ (Ixodes ricinus) ที่มีความยาวเพียง 2 มิลลิเมตร
คุณกลัวหมาป่าและหมีหรือเปล่า ถ้ากลัวละก็ ลืมไปได้เลย เพราะเห็บไม้ (Ixodes ricinus) ที่มีความยาวเพียง 2 มิลลิเมตรนั้นน่ากลัวกว่ามาก มันเป็นพาหะนำโรคร้ายแรงถึงตาย และแบคทีเรียชนิดใหม่ที่อาศัยอยู่ในเห็บชนิดนี้กำลังสร้างปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น เพราะว่ามันไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้และยากที่จะกำจัด โชคดีที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบอาวุธใหม่ที่จะมาต่อกรกับพวกมันได้
นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่า หมี หมาป่า และกวางมูส ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดของป่าแถบสแกนดิเนเวีย เพราะความน่ากลัวของสัตว์ที่กล่าวมายังห่างไกลนักเมื่อเทียบกับเห็บไม้สีน้ำตาลขนาดเล็กเพียงหัวเข็มหมุด
บางปีอาจมีรายงานว่าหมาป่าหรือหมีจู่โจมคน แต่บางปีก็อาจไม่มีรายงานเลย ในขณะที่กลับมีรายงานว่าเห็บจู่โจมคนไม่น้อยกว่า 2 แสนครั้ง/ปี และในหลายๆ กรณีการจู่โจมนั้นเป็นที่มาของโรคอันตราย แม้ว่ามันจะมีขนาดเล็ก แต่ภัยร้ายที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายแมงมุมนี้กลับสร้างภัยต่อมนุษย์ได้รุนแรงกว่าขนาดตัวหลายเท่านัก เพราะว่าภายในตัวของมันมีแบคทีเรียและไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการเป็นไข้ ปวดหัว เนื้อเยื่ออักเสบและบวมช้ำ รวมถึงอัมพาต แบคทีเรียชนิดใหม่นี้สามารถซ่อนตัวในมนุษย์ได้ดีเสียจนแพทย์อาจตรวจไม่พบเลย
แบคทีเรียชนิดใหม่จากสหรัฐอเมริกา
จุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคจากเห็บในแถบสแกนดิเนเวีย มักมาจากเชื้อแบคทีเรีย ที่ชื่อว่า Borrelia burgdorferi ซึ่งก่อให้เกิดโรคไลม์ (Lyme disease) อาการทั่วไปของการติดเชื้อชนิดนี้คือมีผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ถูกกัด ปวดกล้ามเนื้อและรู้สึกไม่มีแรง ถ้าหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา มันอาจจะพัฒนาจนกลายเป็นโรคเส้นประสาทอักเสบ (Neuro-borreliosis nervous disorder)
ซึ่งแบคทีเรียจะผลิตสารพิษออกมามาก จนทำให้เส้นประสาทถูกทำลาย เกิดอาการคอแข็งและอัมพาตที่ใบหน้า หากแพทย์ระบุสาเหตุของโรคได้ทันท่วงที ก็ยังจะรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ
ในฤดูร้อนของปี 2014 นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งค้นพบแบคทีเรียชนิดใหม่ในสกุล Borrelia ที่ชื่อว่า Borrelia miyamotoi เห็บชนิดนี้เป็นที่รู้จักในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2011 จากการศึกษาตัวอย่างเลือดของผู้ป่วย นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเห็บชนิดนี้จะแพร่กระจายสู่ทวีปยุโรปและสแกนดิเนเวียในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากป่าของสแกนดิเนเวียมีเห็บมากกว่าในช่วง 20-25 ปีที่แล้วอยู่ไม่น้อย การเพิ่มขึ้นของเห็บในอนาคตน่าจะมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศที่ชื้นร่วมกับการทำลายป่า ซึ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้กับพวกเห็บ
อาการของโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Borrelia miyamotoi ก็คล้ายกันกับโรคไลม์ แต่ผู้ป่วยมักไม่รู้ว่าตัวเองกำลังป่วยอยู่ เนื่องจากไม่มีร่องรอยของผื่นแดงบริเวณที่ถูกกัด นักวิทยาศาสตร์ อธิบายว่า การติดเชื้อชนิดนี้คล้ายกับการเป็นหวัดหรือโรคจากไวรัสต่างๆ แต่ต่างกับหวัดตรงที่เชื้อโรคชนิดนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาท นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ว่าทำไมเชื้อโรค Borrelia miyamotoi ถึงไม่ก่อให้เกิดผื่นแดงที่ผิวของเหยื่อ แต่พวกเขาเชื่อว่าอาวุธของแบคทีเรียชนิดใหม่นี้อาจจะดีกว่าแบคทีเรียในสกุล Borrelia ชนิดอื่นๆ ที่เคยเจอมา จนส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองน้อยกว่า
ระบบภูมิคุ้มกันถูกหลอก
แบคทีเรียในสกุล Borrelia ทุกชนิดอาศัยอยู่ในน้ำลายของเห็บ พวกมันแพร่กระจายเข้าสู่เหยื่อได้ก็ต่อเมื่อเห็บกัดเหยื่อ แม้ว่าระบบภูมิคุ้มกันจะหาทางต่อสู้ทุกรูปแบบกับแบคทีเรีย แต่พวกจุลชีพต่างๆ ก็จะหาทางหลอกลวงระบบภูมิคุ้มกันอีกเช่นกัน เช่น เปลี่ยนแปลงพื้นผิวของเซลล์เพื่อหลอกให้ระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจว่าพวกมันไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมและไม่ส่งหน่วยงานที่มีหน้าที่กำจัดมาทำลายแบคทีเรียก่อโรค แบคทีเรีย Borrelia กระตุ้นการสร้างสารอินเตอร์ลิวคิน (Interleukin) IL-10 ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์อ่อนแอ เนื่องจากมันมีหน้าที่บรรเทาอาการอักเสบของเนื้อเยื่อ เมื่อไม่มีการอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันก็จะทำงานเหมือนไม่ถูกคุกคามโดยเชื้อโรค
แบคทีเรียชนิดนี้ยังรู้วิธีอื่นอีก โดยมันจะซ่อนตัวอยู่ที่บริเวณระหว่างเซลล์ ซึ่งเรียกว่า Extracellular matrix ด้วยเหตุนี้มันจึงปลอดภัยจากระบบภูมิคุ้มกันและคอยสร้างสารพิษทำลายระบบประสาทส่วนกลางและเซลล์ประสาทบริเวณใบหน้าและที่อื่นๆ ได้อย่างปลอดภัย
แบคทีเรียจำศีล
แม้ว่ายาปฏิชีวะจะมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม แต่ยังมีแบคทีเรียในสกุล Borrelia ที่รอดชีวิตและทำให้ผู้ป่วยอ่อนแอในช่วงเวลาหลายเดือนนับตั้งแต่การติดเชื้อในครั้งแรก เมื่อแพทย์นำตัวอย่างเลือดมาตรวจสอบ ก็จะพบผลที่ทำให้ฉงนราวกับว่าการติดเชื้อได้ถูกทำลายไปแล้ว
ในปี 2015 นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกาไขปริศนาซึ่งเป็นอุปสรรคขนานใหญ่นี้ได้สำเร็จ โดยพบว่า แบคทีเรีย Borrelia bugrdorferi สามารถจำศีลได้ คือเมื่อแบคทีเรียเซลล์เดี่ยวรวมตัวกันและหยุดหรือลดปฏิกิริยาทางเคมีลง นักวิทยาศาสตร์พยายามกำจัดพวกมันด้วยสารปฏิชีวนะชนิดและปริมาณต่างๆ แต่ไม่ได้ผลที่น่าพอใจ แบคทีเรียกลับเพิ่มจำนวนได้เช่นเดิม ในสภาวะจำศีล เซลล์จะลดกระบวนการเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) และนั่นอาจเป็นเหตุให้มันไม่ดูดซับสารปฏิชีวนะเข้าไป
แบคทีเรียชนิดนี้ไม่ได้ใช้วิธีการดื้อยาปฏิชีวนะแบบเดิมๆ โดยผลิตลูกหลานที่สร้างสารชนิดใหม่ๆ บนผิวของเซลล์จนทำให้ยาปฏิชีวนะระบุตัวตนและตรวจจับไม่ได้ ในการทดลองพบว่าเมื่อแบคทีเรียจำศีล และนักวิทยาศาสตร์ใส่ยาปฏิชีวนะลงไป เซลล์ส่วนใหญ่อาจจะตาย แต่ผ่านไปไม่นานพวกมันก็จะเพิ่มจำนวนกันอีกครั้งราวกับไม่มีผลอะไร มีแบคทีเรียหลายชนิดที่สามารถจำศีลได้ แต่แบคทีเรีย Borrelia burgdorferi มีประสิทธิภาพในการจำศีลที่น่าทึ่ง
“ในการทดสอบให้สารปฏิชีวนะกับแบคทีเรีย เราพบว่าจำนวนเซลล์ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด” ศ.คิม ลิวอิส จากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ผู้ทำการทดลองกล่าว
นักวิทยาศาสตร์ระเบิดปูพรมใส่แบคทีเรีย
นักวิทยาศาสตร์พยายามใช้เทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อจัดการเซลล์ที่จำศีลอยู่โดยเฉพาะ ในการทดลองหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์จะเลี้ยงแบคทีเรียชนิดดังกล่าวไว้ในจานเพาะเชื้อและให้สารปฏิชีวนะหลายๆ ชนิดเป็นระยะเวลาสั้นๆ (Pulse dosing) ในรอบแรกยาปฏิชีวนะจะฆ่าแบคทีเรียส่วนใหญ่ในจานเพาะเชื้อ ยกเว้นเซลล์ที่กำลังจำศีล จากนั้นเซลล์ที่เหลือจะออกจากสภาวะจำศีล นักวิทยาศาสตร์อาศัยโอกาสนี้เติมยาปฏิชีวนะรอบสอง ซึ่งทำให้แบคทีเรียจำนวนมากตายก่อนที่มันจะทันเข้าสู่สภาวะจำศีล เมื่อทำเช่นนี้อยู่ประมาณ 4 รอบ ก็สามารถจำกัดเซลล์แบคทีเรียได้จนหมด พวกเขาเริ่มการทดลองในหนูเพื่อหาระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละรอบ เพื่อพัฒนามาใช้สำหรับมนุษย์อย่างมีความปลอดภัย
นักวิทยาศาสตร์ไม่เพียงต้องการพัฒนาวิธีการรักษา แต่ยังพยายามป้องกันการติดเชื้อโดยคาดการณ์ว่าเมื่อไรและที่ไหนที่การติดเชื้อจะเกิดขึ้นมากที่สุดด้วยการใช้ข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) ซึ่งมีการร่วมมือกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์จากเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์ เพื่อหาทางสร้างแผนที่ดิจิทัลของความเสี่ยงการติดเชื้อจากเห็บในบริเวณตอนใต้ของสแกนดิเนเวีย ด้วยเหตุที่เห็บมักจู่โจมกวาง
เทคโนโลยีนี้จึงเป็นการติดตามประชากรของกวางร่วมกับพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิ บริเวณที่เคยมีการระบาด และจำนวนการระบาดในแต่ละพื้นที่ ระบบเตือนภัยเห็บจะปรับปรุงฐานข้อมูลทุกๆ สัปดาห์ และคาดว่าจะสมบูรณ์ในปี 2018 ด้วยแผนที่ชนิดนี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุพื้นที่เตือนภัยการติดเชื้อได้อย่างแม่นยำ หรือแนะนำให้อย่าเข้าใกล้พื้นที่บางแห่งและช่วยป้องกันการติดเชื้อในอนาคต
ชาวสวีเดนรับเคราะห์หนัก
เห็บจู่โจมมนุษย์ถึงประมาณ 2 แสนครั้ง/ปี ในแถบสแกนดิเนเวีย และยังมีอีกมากที่ไม่ได้รับการยืนยัน
เดนมาร์ก
มีคนติดเชื้อโรคไลม์ (Lyme disease) ประมาณ 6,000-7,000 คนทุกๆ ปี โดยประมาณ 200-300 คน จะพัฒนากลายเป็นโรคเส้นประสาทอักเสบ (Neuritis) และประมาณ 3 คน จะกลายเป็นโรคสมองอักเสบเนื่องมาจากการติดเชื้อจากเห็บ (Tick-borne encephalitis : TBE)
นอร์เวย์
ในปี 2014 หน่วยงานราชการ พบว่า มีผู้ป่วยโรคไลม์ขั้นรุนแรงถึง 321 คน และโรคสมองอักเสบประเภท TBE 13 คน
สวีเดน
ชาวสวีเดนราว 4-5 หมื่นคน ติดเชื้อโรคไลม์ และมีประมาณ 5,000-1 หมื่นคน พัฒนาเป็นโรคเส้นประสาทอักเสบ และประมาณ 170-280 คน กลายเป็นโรคสมองอักเสบประเภท TBE
ฟินแลนด์
ในปี 2015 มีชาวฟินแลนด์ 1,871 คน ป่วยเป็นโรคเส้นประสาทอักเสบจากเห็บ และ 67 คน พัฒนาเป็นโรคสมองอักเสบประเภท TBE







