
ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา รามาฯ เติบโต พร้อมรับใช้ประชาชน
ชื่อของ “รามาธิบดี” นอกจากจะเป็นคณะแพทยศาสตร์ ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ชั้นแนวหน้าของประเทศแล้ว
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ชื่อของ “รามาธิบดี” นอกจากจะเป็นคณะแพทยศาสตร์ ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ชั้นแนวหน้าของประเทศแล้ว ยังเป็นหน่วยบริการขนาดใหญ่ รองรับผู้ป่วยปีละมากกว่า 2 ล้านคน ดูแลสุขภาพของคนไทยให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคซับซ้อน มาร่วม 50 ปี
ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ขณะนี้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีกำลังก้าวไปอีกขั้น หลังจากสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์จะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2560 ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งการผลิตแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ การสร้างงานวิจัย และโจทย์ที่สำคัญที่สุดคือการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างสมบูรณ์แบบ
คุณหมอปิยะมิตร อธิบายว่า วิสัยทัศน์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็คือการเป็นคณะแพทยศาสตร์ชั้นนำในระดับสากล ด้วยการผลิตบุคลากรในสาขาแพทยศาสตร์ ผลิตพยาบาล รวมถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ออกไปรับใช้ประชาชนทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ยังต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านงานวิจัย เพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศ ตั้งแต่การป้องกัน-รักษาโรค การสร้างระบบดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุม ไปจนถึงการสร้างศูนย์ความเป็นเลิศ ด้วยการรักษาโรคสลับซับซ้อนที่โรงพยาบาลอื่นรักษาไม่ได้ เช่น การผ่าตัดใส่เครื่องช่วยการทำงานของหัวใจห้องล่างซ้าย การผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจผ่านกล้องสามมิติ การผ่าตัดโดยให้แผลมีขนาดเล็กและฟื้นตัวได้เร็ว การรักษามะเร็งด้วยเครื่องฉายรังสี Edge Technology ฯลฯ
ขณะเดียวกัน ยังมีพันธกิจในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการในลักษณะ “โรงพยาบาลตติยภูมิขนาดใหญ่” โดยแต่ละปีรามาฯ มีผู้ป่วยนอกมากกว่า 2 ล้านคน และมีผู้ป่วยในมากกว่า 6 หมื่นคน/ปี
การสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งใหม่ภายใต้ชื่อ “สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์” จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำรามาฯ ไปสู่สถาบันการแพทย์ชั้นนำในระดับสากล
“สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ก่อกำเนิดมาจากพระราชปรารภและพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์ให้มีสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่ระดับโรงเรียนแพทย์ที่ จ.สมุทรปราการ เพื่อให้การดูแล และให้การบริการตรวจรักษาประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในจังหวัดนี้
“ประชาชนผู้ใช้แรงงานประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมมีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงบริการของโรงพยาบาลเอกชนได้ จึงมีความจำเป็นและสมควรที่จะสร้างโรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่ใน จ.สมุทรปราการ ทางคณะแพทยศาสตร์ฯ ตอบรับเมื่อ 5 ปีก่อน เพราะต้องยอมรับว่าโรงพยาบาลรามาธิบดีที่พญาไทมีความแออัดสูง ทั้งจากจำนวนแพทย์-พยาบาล ที่ต้องผลิตเพิ่มตามความต้องการที่มากขึ้นเรื่อยๆ และจากจำนวนผู้ใช้บริการ ซึ่งมีตัวเลขสูงขึ้นทุกปี” ศ.นพ.ปิยะมิตร เล่าให้ฟัง
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นโครงการสถาบันการแพทย์ขนาด 319 ไร่ ซึ่งมีทั้งโรงพยาบาลทั่วไปขนาด 400 เตียง ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์วิจัย หอพัก จำนวน 8 หอ อาคารนันทนาการ รวมถึงพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการเป็น “กรีนแคมปัส” เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการเปลี่ยนความร้อนกลับมาเป็นพลังงาน สร้างระบบกำจัดของเสียของตัวเอง ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องใช้งบประมาณมากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
“ขณะนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จไปกว่า 75% โดยตัวอาคารโรงพยาบาลเสร็จสิ้นไปแล้วมากกว่า 90% ซึ่งทางรามาฯ ได้ทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานเปิดในเดือน ธ.ค. 2560 อันเป็นฤกษ์มหามงคล เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา”
สำหรับการบริหารจัดการในโครงการที่ใหญ่ขนาดนี้ คุณหมอปิยะมิตร บอกว่า ถือเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากได้งบประมาณจากรัฐบาลประมาณ 6,000 ล้านบาท และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2,600 ล้านบาท นอกเหนือจากนั้นโรงพยาบาลจะต้องหาเองอีก 6,000-7,000 ล้านบาท
“หลายปีที่ผ่านมาเราได้เงินบริจาครวมมากกว่า 3,000 ล้านบาทแล้ว ยังเหลืออีกร่วม 3,000 ล้านบาทถึงจะครบ โชคดีที่เรามีคนที่มีจิตศรัทธาบริจาคเข้ามาเป็นระยะ ต้องยอมรับว่าโรงเรียนแพทย์ ไม่ว่าจุฬาฯ หรือศิริราช ล้วนได้รับความช่วยเหลือจากประชาชน ไม่อย่างนั้นก็อยู่ไม่ได้ เพราะคนที่มาใช้บริการเกินกว่างบประมาณที่เราได้รับ”
คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาฯ เล่าอีกว่า โครงการต่างๆ ล้วนสำเร็จได้จากผู้ที่มีจิตศรัทธาที่ต้องการช่วยเหลือโรงพยาบาล และการช่วยโรงเรียนแพทย์ยังสามารถช่วยให้การผลิตบุคลากรต่างๆ ทั้งแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ พยาบาล เจ้าหน้าที่ประจำห้องฉุกเฉิน ไปดูแลคนในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงยังเป็นการสนับสนุนการวิจัยที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ที่ทำให้ระบบสาธารณสุขของประเทศดียิ่งขึ้นในอนาคต
“เราหวังว่าศูนย์การเรียนรู้ทางการแพทย์แห่งใหม่จะเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคต ถึงแม้เงินสนับสนุนจากการศึกษาอาจจะไม่มาก แต่เรายังมีพื้นที่อีกส่วนสำหรับดูแลคนไข้พิเศษ ที่อาจจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นสำหรับห้องพิเศษ เข้ามาช่วยเหลือเจือจุนในภาคบริการปกติ ทำให้เกิดความสมดุลในการดูแลผู้ป่วย
“แปลว่าคนที่มีทุนทรัพย์หน่อย ก็อาจไปอยู่ในห้องพักสบายหน่อย แต่เสียค่าใช้จ่ายสูง แล้วเราก็นำกำไรตรงนี้มาช่วยเหลือผู้ป่วยสามัญทั่วไป แต่เราเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร คือทำให้ผลประกอบการมีกำไรบางส่วน เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดทุนเป็นหลัก” ศ.นพ.ปิยะมิตร ระบุ
อย่างไรก็ดี เมื่อเสร็จสมบูรณ์ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ จะเป็นโรงพยาบาลขนาด 400 เตียง รองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 1 ใน 3 ของโรงพยาบาลรามาฯ ในปัจจุบัน หรือแต่ละปีจะสามารถรับผู้ป่วยนอกไม่ต่ำกว่า 7 แสนคน และผู้ป่วยในได้มากถึง 2 หมื่นคน/ปี
อีกทั้งจะมีองค์ประกอบของศูนย์อุบัติเหตุ รับผู้ป่วยที่เกิดอุบัติเหตุบนถนนบางนา-ตราด รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญสาขาอาชีวอนามัย และฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญให้แพทย์มีความรู้ความสามารถดูแลผู้ป่วยจากโรงงานอุตสาหกรรมบริเวณบางพลี สมุทรปราการ มากขึ้น
ด้านภารกิจการผลิตบัณฑิตแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้กับกระทรวงสาธารณสุขนั้น เมื่อเสร็จสมบูรณ์ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์จะสามารถผลิตแพทย์ให้กับระบบสาธารณสุขมากกว่า 210 คน/ปี ขณะที่จำนวนพยาบาลจะสามารถผลิตได้มากกว่า 250 คน/ปี จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 180 คน/ปี
ถามว่าจะลดความแออัดของโรงพยาบาลรามาฯ ในปัจจุบันได้หรือไม่ คุณหมอบอกว่า สำหรับผู้ป่วยเดิมที่เป็นคนไข้รามาฯ อยู่ และพักอาศัยอยู่ในโซนตะวันออก ก็อาจจะมารักษาที่นี่แทน ขณะที่ผู้ป่วยใหม่ หากอยากไปใช้บริการที่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ก็สามารถไปได้ ไม่ต้องเข้ามาใจกลางเมืองอย่างในปัจจุบัน
“เราพยายามทำให้ชัดเจนว่า รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ จะดูแลชุมชนรอบบริเวณในโรคที่ไม่ซับซ้อนมากนัก เราอยากดูแลชุมชนแถวนี้มากกว่า ส่วนที่พญาไทจะจัดการเฉพาะโรคที่ซับซ้อน ไม่ได้อยากให้คนต้องเดินทางมาไกล ในแง่บริการของรัฐ เชื่อว่าขยายเท่าไหร่ก็ไม่พอ สุดท้ายคนก็จะมารับบริการจำนวนมาก”
คุณหมอย้ำว่า โรงพยาบาลรามาฯ ในปัจจุบันยังเป็นโรงพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข โดยรับดูแลในเขตบริการสุขภาพที่ 3 คือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ตั้งแต่ จ.พระนครศรีอยุธยา ยาวไปถึงนครสวรรค์ รวมถึงยังแบ่งกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงพยาบาลในเขตบริการสุขภาพที่ 9 โดยรามาฯ รับดูแล จ.นครราชสีมา และบุรีรัมย์ เมื่อเปิดสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ก็คงจะต้องเป็นคู่ความร่วมมือในการดูแลสุขภาพประชาชนในเขต จ.สมุทรปราการ ด้วย







