
อย่ารีบดีใจ
เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรก หากพิจารณาในภาพรวมยังไม่สดใสมากนัก เพราะในไตรมาสแรกสถานการณ์
เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรก หากพิจารณาในภาพรวมยังไม่สดใสมากนัก เพราะในไตรมาสแรกสถานการณ์เศรษฐกิจไทยแย่มาก จากปัญหาภัยแล้ง ปัญหาการส่งออกชะลอตัว แต่หากพิจารณาตัวเลขรายเดือนจะเห็นว่าหลังจากผ่านไตรมาสแรกเป็นต้นมาดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจหลายตัวมีการปรับไปในทิศทางที่ดีขึ้น และหากดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว
ตัวเลขดัชนีที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งเพราะจะส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศคือ ปริมาณหนี้ครัวเรือน ที่มีการประกาศโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยว่าขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี มาอยู่ที่ 81.1% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2558 ที่อยู่ในระดับ 81.6% ต่อจีดีพี ทำให้ปรับลดประมาณการหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในปีนี้มาที่ระดับ 81.5-82.5% จากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 83-84%
การลดลงของหนี้ครัวเรือนเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าหนี้ลดลงเพราะคนมีเงินเพิ่มขึ้นไปใช้บริโภค หนี้ครัวเรืองที่ลดลงมาจากความไม่มั่นใจของรายได้ในอนาคตที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้คนชะลอการใช้จ่ายออกไป และการที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งสินเชื่อเพื่ออุปโภคและบริโภค สินเชื่อเช่าซื้อ แม้กระทั่งสินเชื่อบ้าน เนื่องจากธนาคารเป็นห่วงว่าจำนวนหนี้เสียอาจจะเพิ่มขึ้น หากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว เพราะมีสัญญาณการชะลอจ่ายค่างวดหนี้เงินผ่อนที่จ่ายน้อยลง รักษาสถานะไม่ให้เป็นหนี้เสีย
ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คงต้องยอมรับว่า สถานะทางการเงินของบางครัวเรือนอาจมีความเปราะบาง โดยเฉพาะครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งมีสัดส่วนหนี้จ่ายต่อรายได้เท่ากับ 36.7% ใกล้เคียงกับมาตรวัดความเปราะบาง และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาพรวมในระดับประเทศค่อนข้างมาก อันสะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ของกลุ่มครัวเรือน
อย่างไรก็ดี รัฐบาลก็ยังไม่ควรดีใจและด่วนสรุปว่า หนี้ครัวเรือนที่ลดลงเพราะเศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนมีหลายมิติที่จะต้องพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องของหนี้นอกระบบ ซึ่งไม่มีใครสามารถเก็บตัวเลขที่แท้จริงได้ เคยมีสำนักวิจัยเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า หากรวมหนี้นอกระบบเข้าไปด้วย หนี้ครัวเรือนไทยอาจจะสูงเกิน 100% เสียด้วยซ้ำ ซึ่งหนี้ครัวเรือนนี้เป็นตัวการที่ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ โดยเฉพาะให้กับกลุ่มรากหญ้าเพื่อให้มีกำลังการบริโภค สามารถมีเงินใช้จ่ายมากขึ้นได้ เพราะต้องแบ่งเงินบางส่วนออกไปชำระหนี้
สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการในขณะนี้ คือพยายามจัดระเบียบเจ้าหนี้นอกระบบด้วยการเปิดให้ทำธุรกิจได้โดยให้ไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลให้เรียบร้อยในลักษณะของนาโนไฟแนนซ์และพิโคไฟแนนซ์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) และเปิดให้สามารถคิดดอกเบี้ยได้สูงสุดถึง 36% สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ที่ให้คิดดอกเบี้ยได้ 18% แต่การทวงหนี้จะต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ทวงหนี้ ห้ามทวงหนี้โหด ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินลูกหนี้เหมือนที่เกิดขึ้นมาตลอด
นโยบายของรัฐจะสำเร็จได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้บังคับใช้กฏหมายจะจับจริง ส่งฟ้องดำเนินคดีตามกฏหมายกับเจ้าหนี้นอกระบบให้เข็ดหลาบได้หรือไม่ หากไม่มีการกวาดล้างเจ้าหนี้อย่างจริงจัง ธุรกิจหนี้นอกระบบก็ยังเบ่งบานสร้างปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบต่อไปอีก
ยังมีอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลต้องจัดการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงิน จนไม่ต้องหันไปใช้บริการเจ้าหนี้นอกระบบ ซึ่งล้วนแต่เป็นการวางระบบเศรษฐกิจฐานรากใหม่ทั้งสิ้น







