
ร้องนครบาลจี้ท้องที่ทำคดีข่มขืนไม่คืบ
ร้องผบช.น.เร่งรัดคดีหญิงพิการถูกข่มขืน เหตุคดีล่าช้าผ่านมากว่าครึ่งปี เผยยังมีอีกหลายคดีตำรวจบางพื้นที่ไม่ชี้แจงสิทธิผู้เสียหายพยายามไกล่เกลี่ยให้ยอมความ
ร้องผบช.น.เร่งรัดคดีหญิงพิการถูกข่มขืน เหตุคดีล่าช้าผ่านมากว่าครึ่งปี เผยยังมีอีกหลายคดีตำรวจบางพื้นที่ไม่ชี้แจงสิทธิผู้เสียหายพยายามไกล่เกลี่ยให้ยอมความ
เมื่อวันที่1ก.ค.59 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล นำผู้ปกครองของผู้เสียหายจากคดีข่มขืนกระทำชำเรา และภาคีเครือข่ายกว่า30คน เข้ายื่นหนังสือถึงพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทน ผบช.น. ผ่าน พ.ต.อ.อมร ศรีทุนะโยธิน รองผู้บังคับการอำนวยการตำรวจนครบาล เพื่อให้ข้อมูลกรณีที่มูลนิธิฯให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกข่มขืนแต่ติดขัดเรื่องเจ้าหน้าที่ตำรวจทำคดีล่าช้าไม่มีความคืบหน้า
นายจะเด็จ กล่าวว่า มูลนิธิฯได้ให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในพื้นที่ กทม.ซึ่งปัญหาที่พบ คือเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพื้นที่ทำคดีล่าช้า พยายามให้เกิดการไกล่เกลี่ยยอมความให้เรื่องจบลง โดยมักจะไม่แจ้งสิทธิและข้อกฎหมายให้ผู้เสียหายได้รับทราบ และวันนี้ มูลนิธิฯ ได้นำผู้ปกครองของผู้เสียหายเข้ามาร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากถูกเพื่อนร่วมงานข่มขืนลูกสาว ที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่22พ.ย.58 ผ่านมานาน7เดือน กว่าที่ตำรวจจะรับดำเนินคดีเอาผิด โดยได้แจ้งความเป็นคดีอาญา ที่102/2559 กับพนักงานสอบสวน ข้อหาบุกรุกในเวลากลางคืน และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ที่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา
“ผู้ปกครองของผู้เสียหายมีความเครียด ไม่สบายใจอย่างมาก เนื่องจากผู้ก่อเหตุได้รับการปล่อยตัว และยังต้องทนเห็นหน้าในที่ทำงานเดียวกัน ที่ผ่านมาคดีนี้ล่าช้า เกิดปัญหาในการติดตาม เจ้าหน้าที่บ่ายเบี่ยง ไม่อธิบายขั้นตอนในชั้นสอบสวน ทั้งที่เป็นคดีอุกอาจ ร้ายแรง อีกทั้งกรณีข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ ทำร้ายร่างกาย ความรุนแรงในครอบครัว ที่มูลนิธิฯได้ให้ความช่วยเหลือ พบว่าเมื่อเข้าแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจบางสถานีจะให้ไปไกล่เกลี่ย ยอมความ มีท่วงทำนองที่ไม่เป็นมิตรกับผู้ถูกกระทำ” นายจะเด็จ กล่าว
นายจะเด็จ กล่าวว่า จากข้อห่วงใยที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือประชาชน จึงมีข้อเสนอให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล นำไปพิจารณา ดังนี้
1.ในกรณี “คดีอาญา ที่ 102/2559” ซึ่งเกิดเหตุกับเยาวชนหญิงที่มีความผิดปกติทางสติปัญญา ขอให้เร่งรัดการดำเนินให้เกิดความเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด
2.มีนโยบายเร่งรัดการดำเนินคดีความที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศในพื้นที่นครบาล โดยให้พนักงานสอบสวน ต้องรับแจ้งความดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ โดยไม่อาศัยช่องว่างของกฎหมายมาตรา 281 ที่เปิดโอกาสให้บุคคลอายุเกิน15 ปีในความผิดในเรื่องอนาจาร และบุคคลอายุเกิน18ปี ในความผิดเรื่องข่มขืน สามารถยอมความได้ เพื่อมิให้วงจร “ข่มขืน ไกล่เกลี่ย ยอมความ” กลายเป็นวัฏจักรที่เอื้อกับพฤติกรรม ข่มขืนซ้ำซาก
3.ขอให้พนักงานสอบสวนทำหน้าที่แจ้งสิทธิ เช่น การดำเนินการทางคดี แจ้งขั้นตอนและระยะเวลาในชั้นสอบสวน การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายในคดี ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 ให้กับผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ และดำเนินการอย่างเป็นมิตร







