
เตือนภัยเก็งกำไรใบจองคอนโด
เก็งกำไรซื้อใบจองคอนโดทะลุ 15-20% ของยอดขาย
เก็งกำไรซื้อใบจองคอนโดทะลุ 15-20% ของยอดขาย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ผลการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเบื้องต้นพบว่ามีการเข้ามาเก็งกำไรในใบจองโครงการคอนโด มิเนียมในทำเลที่มีศักยภาพ และเป็นโครงการที่มีแบรนด์เป็นที่นิยมมากขึ้น โดยมีสัดส่วนประมาณ 15-20% ของยอดขายโครงการ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า กิจกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งต้องชำระเงินค่าใบจองเป็นวงเงินที่สูงขึ้น
“หากการเก็งกำไรในลักษณะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงของโครงการอาจมีเพิ่มขึ้นหากผู้ซื้อมีการทิ้งใบจองหรือทิ้งดาวน์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อโครงการในภายหลังได้ เนื่องจากตลาดคอนโด มิเนียมมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และมีการเปิดโครงการกันมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น และโดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูงดังเช่นในปัจจุบัน” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ
อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 2549–2552 มีจำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จโดยเฉลี่ยมากกว่า 8 หมื่นยูนิตต่อปี ขณะที่ยอดสร้างบ้านคงเหลือขายในตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งแรกปี 2553 พบว่ายอดที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสม ณ กลางปี 2553 มีประมาณ 9.87 หมื่นยูนิต
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุอีกว่า ราคาที่ดินที่ปรับสูงขึ้นก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ ปัจจุบันราคาที่ดินในบางทำเลมีการเติบโตสูงขึ้นกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะในทำเลที่เริ่มมีการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า ในขณะที่ที่ดินทำเลที่อยู่ตามเส้นทางโครงการรถไฟฟ้าตามแผนลงทุนของรัฐบาลก็มีการขยับตัวขึ้นไปล่วงหน้าแล้ว ราคาที่ดินจึงส่งผ่านมายังราคาที่อยู่อาศัยที่จะปรับเพิ่มขึ้นตามในอนาคต ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น
ขณะที่อำนาจการซื้อของผู้บริโภคยังคงเปราะบาง และราคาที่ดินหรือราคาที่อยู่อาศัยในบางทำเลที่อาจจะสูงเกินกว่าราคาประเมิน ทำให้ผู้ซื้ออาจประสบปัญหาการขอวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ไม่ถึงตามวงเงินที่ต้องการในภายหลังได้
สำหรับกลยุทธ์การแข่งขันของผู้ประกอบการที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในภายหลัง เพราะกลยุทธ์ผ่อนดาวน์ต่ำทำให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยอาจจะไม่ได้คำนึงถึงตอนที่จะขอสินเชื่อ







