posttoday
เบร็กซิตเสี่ยงยาว กดดอกเบี้ยโลกต่ำต่อเนื่อง

เบร็กซิตเสี่ยงยาว กดดอกเบี้ยโลกต่ำต่อเนื่อง

30 มิถุนายน 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ปฏิกิริยาของตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกหลังวิกฤตการณ์ความตื่นตระหนกจาก “เบร็กซิต” หรือการลงประชามติของสหราชอาณาจักรให้ออกจากสหภาพยุโรป (อียู) นั้น นับว่าเป็นไปตามความคาดหมาย มูลค่าของตลาดหุ้นทั่วโลกสูญไปถึงราว 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 105 ล้านล้านบาท) ภายในระยะเวลาเพียง 2 วันระหว่างวันลงประชามติจนถึงวันศุกร์ทมิฬ หรือแบล็ก ฟรายเดย์ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์ในตลาดเงินตลาดทุนโลกก็เริ่มกลับเข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น ตลาดหุ้นเอเชียบวกได้จากแนวโน้มที่รัฐบาลพร้อมดำเนินมาตรการเข้าแทรกแซงหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ
เพิ่มเติม ขณะที่ตลาดหุ้นฝั่งยุโรปก็เริ่มกลับมาในแดนบวกได้ช่วงกลางสัปดาห์นี้หลังคลายความตื่นตระหนกลง

ขณะที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนก็ไม่ได้สวิงสวายเหมือนสุดสัปดาห์ที่แล้ว ค่าเงินเยนที่เคยหลุดไปแตะ 99 เยน/เหรียญสหรัฐ ก็ลงมาแกว่งตัวอยู่ที่ระดับราว 102 เยน/เหรียญสหรัฐ ขณะที่ค่าเงินปอนด์ก็ไม่ได้ดิ่งลงอย่างไร้ทิศทางเหมือนที่พ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส ทำนายไว้ว่าจะอ่อนค่าลง 15-20% เพราะร่วงลงไปสูงสุดที่ 10% กว่าเท่านั้น และปัจจุบันก็แข็งค่ากลับขึ้นมาได้บ้างทีละน้อย

ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ได้เห็นการใช้มาตรการเสริมสภาพคล่องโดยพร้อมเพรียงกันของธนาคารกลางทั่วโลกเหมือนที่เคยเห็นในช่วงวิกฤตปี 2008-2009 ทั้งที่แบงก์ชาติหลายแห่งมีการเตรียมแผนบีรองรับกันเอาไว้แล้ว จึงเท่ากับว่าปัญหาจากเบร็กซิตในระยะสั้นเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมได้เร็วกว่าที่คาดกันเอาไว้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อจากนี้ไปก็คือ การเคลื่อนไหวของบรรดาธนาคารกลางขนาดใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกทั้งทางตรงและทางอ้อมหลังจากนี้ ผ่านนโยบายการเงิน
ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปหลังเหตุการณ์เบร็กซิต

มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ได้ตอกย้ำความสำคัญของบทบาทแบงก์ชาติในที่ประชุมที่ประเทศโปรตุเกส กลางสัปดาห์นี้ว่า บรรดาธนาคารกลางต่างๆ ควรมีการดำเนินนโยบายการเงินที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อต่ำอย่างรุนแรงในยุคการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา

อาจเรียกได้ว่านี่คือการส่งสัญญาณโดยตรงไปยังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เพิ่งจะส่งซิกในการประชุมเฟดเดือนนี้ก่อนหน้าเหตุการณ์เบร็กซิตไปหมาดๆ ว่า เตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2 ครั้ง ในช่วงครึ่งปีหลังนี้

แม้เฟดจะไม่สามารถกลับไปสู่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วยการผ่อนคลายนโยบายการเงินให้หลวมลงอีก ทว่าอย่างน้อยที่สุด ทุกฝ่ายต่างก็คาดหวังและเรียกร้องให้ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำที่ 0.25-0.5% เอาไว้ไปจนกว่าที่สถานการณ์เรื่องเบร็กซิตจะคลี่คลายและเห็นผลอะไรได้ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งเท่ากับเรียกร้องให้เฟดลดการขึ้นดอกเบี้ยลง หรือถ้าให้ดี ก็ไม่ควรขึ้นดอกเบี้ยเลยในปีนี้

เพราะผลกระทบจากเบร็กซิตที่หลายฝ่ายกลัวกันนั้น ไม่ใช่แค่ความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนซึ่งเกิดขึ้นชั่วครู่ชั่วยาม แต่เป็นผลในระยะกลางถึงระยะยาวในเรื่องการค้าและการลงทุน ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจจริงที่กระทบต่อคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะกระทบทางตรงผ่านบรรดาเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่ต้องมานั่งเจรจาข้อตกลงการค้าและอื่นๆ กันใหม่ ยังไม่นับรวมการตัดสินใจทางธุรกิจของภาคเอกชนที่ต้องเว้นวรรคกันไประยะหนึ่ง หรือจะเป็นผลกระทบทางอ้อม เช่น หลายประเทศในเอเชีย ที่จะได้รับผลทางอ้อมต่อเนื่องมาจากจีน ที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ของยุโรปและสหรัฐ

ขณะนี้ บรรดาเทรดเดอร์ในวอลสตรีทต่างก็คาดการณ์เสียงส่วนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกันว่า เฟดน่าจะต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปจนกว่าจะถึงกลางปี 2017 หรืออาจจะเริ่มต้นปี 2018

เพราะนอกจากเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะได้รับผลกระทบทางตรงจากการค้าและการลงทุนที่ชะลอตัวลงเพราะเบร็กซิตแล้ว ยังเป็นผลมาจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงิน เนื่องจากถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัย และยิ่งเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะยิ่งส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากขึ้น จนกระทบต่อการแข่งขันของภาคเอกชนสหรัฐ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ก็จะกัดกร่อนความพยายามในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศโดยรวม สอดคล้องกับที่ โกลด์แมน แซคส์ เพิ่งลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้จากเดิม 2.25% ลงมาอยู่ที่ 2%

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการอีซีบีก็ยังส่งสัญญาณเตือนแบงก์ชาติแห่งอื่นๆ ด้วยว่า ไม่ควรใช้วิธีลดค่าเงินเพื่อเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขันในเวทีโลก เพราะจะทำให้เศรษฐกิจโลกมีแต่เสียกับเสีย โดยย้ำว่าในยุคโลกาภิวัตน์เช่นนี้ นโยบายของแต่ละประเทศต่างก็มีการกระทบเกี่ยวเนื่องถึงกันและกัน และการใช้นโยบายการเงินเพื่อจุดมุ่งหมายสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศของตนเองนั้น ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย

นอกจากหมายถึงเฟดที่ต้องระวังเรื่องทิศทางของตนเองที่มีส่วนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังนับเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงไปที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และรัฐบาลประธานาธิบดี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ที่มีการโยนหินถามทางมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา กับการเตรียมแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อแก้ปัญหาเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทบต่อการค้า การส่งออก และการลงทุนใหม่ๆ ของภาคเอกชนในประเทศ

 ความเสี่ยงของอนาคตที่ไม่แน่นอนจากเบร็กซิต จึงอาจมีผลต่อนโยบายการเงินทั่วโลกในปีนี้ให้กลับมาอยู่ในทิศทางเดียวกันมากขึ้น จากเดิมที่คาดว่าจะแบ่งเป็น 2 ขั้ว ระหว่างขั้วสหรัฐกับขั้วยุโรปและเอเชีย โดยสหรัฐมีแนวโน้มอาจต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปและอาจปรับขึ้นสูงสุดเพียง 1 ครั้งในครึ่งปีหลังนี้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับกรณีเกิดผลกระทบไม่คาดฝันตามมาได้

ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินโลกอีกฝั่งที่นำโดยยุโรปและญี่ปุ่นนั้น ก็มีแนวโน้มต้องคงที่อยู่ในแดนติดลบออกไปนานกว่าที่คาดไว้ โดยยังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินการคลังเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มีความเป็นไปได้ว่าการดำเนินนโยบายเพื่อหวังลดค่าเงินกระตุ้นการส่งออกนั้น จะถูกจับตาและถูกเตือนเป็นพิเศษ เหมือนที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ และยังคงไม่มีการเข้าแทรกแซงจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าค่าเงินเยนจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องก็ตาม

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด ฟอเรสต์ พบ อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด ฟอเรสต์ พบ อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69