
เร่งแก้เก็บภาษีประเทศ
แม้ว่า สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะให้นโยบายกระทรวงการคลังให้ดูแลการเก็บภาษีของกรมภาษี 3 กรม คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ในปีงบประมาณ 2559 ให้ได้ตามเป้าหมาย เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจในเศรษฐกิจไทยว่าฟื้นตัวแข็งแรงได้จริง
แม้ว่า สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะให้นโยบายกระทรวงการคลังให้ดูแลการเก็บภาษีของกรมภาษี 3 กรม คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ในปีงบประมาณ 2559 ให้ได้ตามเป้าหมาย เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจในเศรษฐกิจไทยว่าฟื้นตัวแข็งแรงได้จริง
แต่การเก็บภาษีล่าสุด เดือน พ.ค. 2559 ปรากฏว่าต่ำกว่าเป้าหมายเป็นจำนวนมาก โดยการเก็บภาษีของ 3 กรมภาษี มีจำนวน 2.68 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 5.47 หมื่นล้านบาท หรือ 17% สาเหตุสำคัญมาจากการเก็บภาษีของกรมสรรพากรที่เก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายถึง 5.68 หมื่นล้านบาท หรือ 20.8% เนื่องจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคล ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม อากรแสตมป์ เก็บได้ต่ำกว่าหมายที่ตั้งไว้ ขณะที่การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตสูงกว่าเป้าหมายประมาณ 3,000 ล้านบาท เป็นผลมาจากการปรับขึ้นของภาษีบุหรี่และภาษีบาปอื่นๆ ในขณะที่กรมศุลกากรเก็บภาษีต่ำกว่า
เป้าหมาย 1,300 ล้านบาท
หากดูการเก็บภาษีรายเดือนจะเห็นว่ารายได้ขึ้นๆ ลงๆ ตามภาวะเศรษฐกิจและฤดูการเสียภาษีของเอกชน แต่หากดูภาพรวมในรอบ 8 เดือนของปีงบประมาณ 2559 ทั้ง 3 กรมภาษีเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย 8.25 หมื่นล้านบาท หรือ 5.3% โดยกรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย 9.49 หมื่นล้านบาท กรมสรรพสามิตเกินเป้าหมาย 1.69 หมื่นล้านบาท และกรมศุลกากรต่ำกว่าเป้าหมาย 4,600 ล้านบาท
จากข้อมูลการเก็บภาษีจะเห็นว่าการเก็บภาษีของกรมสรรพากรมีปัญหาต่ำกว่าเป้าหมายมากที่สุด ซึ่งกระทรวงการคลังคาดว่าในช่วง 4 เดือน ที่เหลือของปีงบประมาณ กรมสรรพากรจะเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 1 แสนล้านบาท ส่วนกรมสรรพสามิตจะเก็บภาษีได้เกินเป้า 2.5 หมื่นล้านบาท กรมศุลกากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
การเก็บภาษีที่ต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมากต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว ตั้งแต่ปี 2558 ที่ขยายตัวได้ 2.8% และปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 3% ซึ่งต่ำกว่าที่รัฐบาลประมาณการในตอนการเก็บรายได้ไว้มาก ส่งผลให้การเก็บรายได้จริงต่ำกว่าเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่สำคัญกว่านั้นมาจากการปฏิรูปภาษีของประเทศที่ผ่านมายังมีปัญหา โดยเฉพาะการเก็บภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ การลดภาษีนิติบุคคลเพื่อหวังขยายฐานภาษีถือว่าล้มเหลว เพราะไม่สามารถทำให้ผู้เสียภาษีในระบบมากขึ้นแล้ว ยังทำให้การเก็บภาษีนิติบุคคลได้ต่ำกว่าเป้าหมายมาตลอดที่มีการลดภาษีจาก 30% เหลือ 20%
นอกจากนี้ การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต เพิ่มขึ้นก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่กล้าแตะ เพราะกลัวทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้น และประชาชนผู้ประกอบการไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล ขณะที่การเก็บภาษีมรดกที่ออกมาบังคับใช้แล้ว และร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีการแก้ไขจนไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับประเทศได้อย่างที่คาดไว้ตอนต้น ทำให้การเก็บภาษีของประเทศทั้งปัจจุบันและอนาคตยังมีปัญหาเก็บได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ที่สำคัญการเก็บรายได้ของประเทศเก็บได้น้อยกว่าการใช้จ่ายของประเทศ ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องยกเครื่องปฏิรูปการเก็บภาษี เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศก่อนที่จะแก้ได้ยากกว่านี้
หากรัฐบาลมีโครงการลงทุนและมีแผนงานที่จะต้องใช้เงินที่ชัดเจน ก็ควรจะต้องประมาณการจัดเก็บรายได้ให้สมดุลกัน การใช้วิธีการขาดดุลงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นทำได้ แต่หากขาดดุลเป็นเวลานานเกินไปในที่สุดก็จะกลับมาเป็นปัญหาของประเทศอีก







