
ความเหน็บหนาวแห่งปัจฉิมวัย
โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง หัวหน้าข่าวแมกกาซีน ภาพ IRIS
โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง หัวหน้าข่าวแมกกาซีน ภาพ IRIS
การย่างก้าวเข้าสู่วัยชราเป็นเรื่องเหน็บหนาว โดยเฉพาะคนที่ไม่เตรียมตัวเตรียมใจ
แต่ไม่ว่าจะเหน็บหนาวแค่ไหน ความจริงก็คือ ทุกคนต้องแก่ และประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
ในโลกที่คนชรามากขึ้น คนหนุ่มสาวและเด็กน้อยลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นหมายความว่า ผู้สูงวัยจะกลายเป็นภาระ และในทางหนึ่งคนชราต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น
ขณะที่หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนต้องดำเนินงานต่างๆ เพื่อคุ้มครอง ส่งเสริม และสนับสนุนสถานภาพ บทบาท และกิจกรรมของผู้สูงอายุ คนทั่วไปก็ต้องเตรียมตัวและเตรียมใจเพื่อก้าวไปสู่ “วัยชราที่ดีกว่า ...”
สังคมผู้สูงวัยนั้นเกิดขึ้นกับหลายๆ ประเทศ บางสังคมอาจจะจัดการรับมือได้ดีกว่า ในแง่ที่คุ้นชินกับการเป็นครอบครัวเดี่ยว และการพึ่งพาตัวเอง ขณะที่สังคมไทยนั้นเหมือนกำลังยืนอยู่ระหว่างจุดเปลี่ยนผ่าน ระหว่างสังคมยุคเก่าและใหม่
ที่ผ่านมาคนแก่ของเราใช้ชีวิตบั้นปลายกับลูกๆ หลานๆ หรือญาติมิตร แต่ทุกวันนี้ก็มีแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงปรากฏให้เห็น เมื่อคนจำนวนหนึ่งเลือก (หรือจำเป็นต้อง) ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ไม่แต่งงาน ไม่มีลูกหลาน ในปัจจุบันมีบ้านพักสำหรับคนวัยเกษียณ มีโปรแกรมการดูแลคนแก่ต่างๆ เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่แพร่หลายเพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้นการถูกส่งหรือการส่งตัวเองไปอยู่บ้านพักคนชรานั้น ยังไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา แต่นับจากนี้ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม
นอกจากเตรียมเงินทองไว้ใช้ในวัยชรา เตรียมที่ทางสำหรับเป็นบ้านหลังสุดท้าย สิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ การเตรียมใจและทำใจ
ผู้เขียนเพิ่งมีโอกาสได้ดูหนังสารคดีเรื่อง Iris ซึ่งนำเรื่องราวชีวิตอันเปี่ยมสีสันของ ไอริส แอพเฟล มานำเสนอ สตรีวัย 93 ปี ผู้นี้เป็นแฟชั่นไอคอนและผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงแฟชั่นมาเนิ่นนานหลายศตวรรษ และหนังเรื่องนี้เป็นผลงานของ อัลเบิร์ต เมย์เซิลส์ คนทำสารคดีระดับตำนานในวัย 87 ปี ที่ยังมีไฟอยู่
ไอริส บอกกับคนดูว่า แม้ใบหน้าจะมีร่องรอยเพิ่มมากขึ้น ผมจะเปลี่ยนเป็นสีดอกเลา สายตาจะพร่าเลือน แขนขาจะไม่กระฉับกระเฉงเท่าเก่า แต่ชีวิตก็สามารถดำเนินต่อไป โดยมีมุมมองและทัศนคติในการมีชีวิตอยู่เป็นพลังผลักดันที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด
หนังทำให้คนดูรู้สึกและสัมผัสได้ว่า ถึงอายุจะมากแล้ว แต่คุณย่าไอริสยังมีวิญญาณอันเยาว์วัย เธอยังคงมีความรักต่อแฟชั่น ศิลปะ และมนุษย์อย่างไม่เสื่อมคลาย หญิงชรายังมีแรงทำสิ่งที่เธอรักเสมอ ทั้งยังใช้สิ่งเหล่านั้นหล่อเลี้ยงให้มาผลักดันเติมแต่งให้เธอรู้สึกตื่นเต้นกับทุกวันของชีวิตที่จะผ่านเข้ามา ทุกวันที่ลืมตาขึ้นจึงมีความหมาย
ขณะที่นักเขียนหญิง อิซาเบล อัลเลนด์ วัย 71 ปี ได้แชร์เรื่องราวและความคิดของเธอผ่านทาง TED Talks ว่า ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่แบบ “passionately” คือ มีชีวิตชีวา
อิซาเบล อัลเลนด์ ได้เอ่ยอ้างถึงไอดอลวัยชราของเธอคือ โอลกา เมอร์เรย์ อดีตนักกฎหมายชาวอเมริกัน ผู้ที่หลังจากเกษียณก็หันไปทำงานเพื่อสังคมตามความสนใจ โอลกาเดินทางไปเนปาลเพื่อช่วยเหลือเด็กผู้หญิงให้พ้นจากการเป็นทาสภายในบ้าน ตอนอายุ 88 ปี เธอช่วยเหลือเด็กผู้หญิงมากกว่า 1 หมื่นคน เธอมีส่วนช่วยทำให้มีกฎหมายควบคุมไม่ให้พ่อแม่ขายลูกสาวตัวเองเพื่อไปเป็นคนรับใช้ โอลกายังก่อตั้งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สร้างคลินิกโภชนาการขึ้นมา ด้วยงานเหล่านี้ทำให้เธอมีความสุข และอ่อนวัยเสมอ
ในบทสรุปของเรื่องเล่า อิซาเบล อัลเลนด์ บอกว่า แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วความเจ็บปวดและเหน็บหนาวของวัยชราคือ การสูญเสียการพึ่งพาตัวเอง ถึงแม้ใจจะยังไหวอยู่ แต่ร่างกายกลับไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อต้องไปยืนอยู่ ณ จุดนั้นก็ทำใจยอมรับให้ได้ จะได้เจ็บปวดน้อยลง ให้เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของตัวเองอย่างเข้าใจ อีกทั้งยินยอมให้คนอื่นยื่นมือมาช่วยเหลือ และบอกขอบคุณพวกเขา
แม้ว่าวัยจะร่วงโรย แต่ถ้าสมองยังแจ่มใส สามารถใช้ชีวิตอย่างมีสติ และอยู่กับปัจจุบันได้ ไม่ว่าใครก็สามารถกลายเป็นคนสูงวัยที่งดงาม และปัจฉิมวัยก็คงจะไม่เหน็บหนาวเกินไป







