
ส่งออกฉุดท่องเที่ยวดัน ทำเศรษฐกิจปั่นป่วน
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์
นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำหรับผลกระทบจากอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต ยังไม่มีผลโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าไทยไปอังกฤษที่มีสัดส่วนส่งออก 1.8% หรือตลาดยุโรปที่มีสัดส่วน 9-10% แต่จะมีผลกระทบระยะสั้นด้านจิตวิทยาทำให้ค่าเงินผันผวน ถือเป็นเรื่องเสี่ยงของการส่งออกไทยในครึ่งปีหลัง จึงอยากให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ส่งออกป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพราะอาจเป็นปัญหาให้เกิดการขาดทุนจากการส่งออกในระยะสั้น 2-3 เดือนนี้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังหารือกับภาคเอกชนในแต่ละอุตสาหกรรมต่อเนื่อง พบว่าสถานการณ์การส่งออกในหลายอุตสาหกรรมแนวโน้มดีขึ้น เช่น ผลไม้ รถยนต์ ทูน่ากระป๋อง และตลาดอาเซียนที่ยังขยายตัวได้ดี และกรมจะมีการประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกในเดือน ก.ย.นี้ เพื่อดูสถานการณ์และปัจจัยลบต่างๆ รวมถึงดูว่าจะทบทวนเป้าหมายโต 5% หรือไม่ ส่วนตัวยังไม่อยากที่มีการลดเป้าหมาย เพราะที่ตั้งไว้เป็นตัวเลขการทำงาน และยังมั่นใจตัวเลขการส่งออกปีนี้จะเป็นบวก
วิพล วรเสาหฤท รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารยังไม่มีมาตรการพิเศษที่จะช่วยเหลือลูกค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบจาก BREXIT แต่อาจจะเข้าไปดูเป็นรายๆ ไป อีกทั้งสัดส่วนลูกค้าที่ส่งออกไปอังกฤษนั้น ก็ยังมีเพียงเล็กน้อยมาก และยังไม่เห็นมีผลกระทบอะไรชัดเจน แต่ตอนนี้ในระยะสั้นน่าจะได้ประโยชน์จากค่าเงินปอนด์อ่อนค่า อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเอสเอ็มอีไทยที่มีการส่งออกไปยังต่างประเทศนั้นยังไม่ให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเท่าไรนัก
ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ยังคงประมาณการเงินบาทสิ้นปี 37 บาท/เหรียญสหรัฐ แม้ทิศทางอ่อนค่าแต่ระหว่างทางอาจแกว่งแข็งค่าขึ้น ดังนั้น แนะนำผู้ประกอบการต้องปิดความเสี่ยง ผู้นำเข้าจากตลาดญี่ปุ่นหรือสวิตเซอร์แลนด์ควรระวังแข็งค่า ขณะที่ผู้ส่งออกไปยูเคและอียูต้องระวังอ่อนค่า หรือต่อรองกับคู่ค้าเลือกชำระเงินในสกุลที่ผันผวนน้อย
สำหรับแนวโน้ม ดอกเบี้ยนโยบายของไทย คาดว่าจะคงที่ 1.5% ไปถึงสิ้นปี โดยแรงกดดันลดดอกเบี้ยเริ่มน้อยลง จากเบร็กซิตทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า จึงปรับมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ จากเดิมมองว่าขึ้น 1-2 ครั้ง และปัจจัยในประเทศที่เงินเฟ้อเพิ่มขยับขึ้น ทำให้จำกัดการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย
ทางด้านภาวะเศรษฐกิจเดือน พ.ค. 2559 พรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน มีการลงทุนภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญมีการขยายตัวถึง 51% นอกจากนี้การบริโภคภาคเอกชนก็ฟื้นตัวได้ดี การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัว 1.7% ปริมาณจำหน่ายรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง 14.8% โดยปริมาณรถยนต์นั่งกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 36 เดือน ที่ 8.3% ในขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริงก็ขยายตัว 4.7%
นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น และภาคการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง 7.6% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชน เดือน พ.ค. 2559 ยังทรงตัวจากการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร ปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนหดตัวติดลบ 5.4% สำหรับการลงทุนในหมวดก่อสร้างมีสัญญาณชะลอตัวลง จากภาษีการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์หดตัวติดลบ 19.1% ปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์หดตัวติดลบ 1.1%
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.เตรียมนำปัจจัยเสี่ยงจากเบร็กซิต มาคำนวณภาพรวมการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้ในกรณีส่งออกโดยตรงนั้น ไทยไม่ได้ส่งออกสินค้าไปยังอังกฤษมากนัก แต่หากมองถึงผลกระทบทางอ้อมจากการที่ไทยส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า และประเทศคู่ค้าของไทยมีการส่งออกไปยังประเทศอังกฤษ จะพบว่า กลุ่มคู่ค้าของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV นั้น แทบจะไม่มีการส่งออกไปยังอังกฤษ ส่วนประเทศจีนที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทยนั้น มีการส่งออกไปอังกฤษมากพอสมควร แต่เราก็ต้องไปพิจารณาว่า สินค้าที่จีนส่งออกไปยังอังกฤษนั้น เป็นสินค้าประเภทใด และเป็นสินค้าที่มีการนำเข้าจากไทยหรือไม่
“ผลทางตรงนั้นไม่มาก ไทยส่งออกไปอังกฤษเพียง 1.8% ของการส่งออกในภาพรวม และไทยส่งออกไปอียูประมาณ 8% ลดลงจากก่อนหน้านี้ที่ส่งไปประมาณ 10% อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศส่งออกหลังในขณะนี้ คือในเอเชีย และในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เท่าที่ดูประเทศในเพื่อนบ้านของไทยส่งออกสินค้าไปอียู และอังกฤษน้อยมาก โดยตนเห็นด้วยกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าระยะยาวกลุ่มประเทศเอเชียได้ประโยชน์”
นอกจากนี้ จะต้องจับตาดูว่า หลังจากนี้การเจรจาระหว่างอังกฤษกับอียูจะเป็นอย่างไร อาทิ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นอย่างไร การส่งออกนำเข้าระหว่างกันจะเป็นอย่างไร คนที่จะเดินทางเข้าออกต้องใช้วีซ่าหรือไม่ ตรงนี้ถือเป็นรายละเอียดที่อังกฤษต้องไปเจรจากับอียู เพื่อให้การออกจากอียูมีผลอย่างเป็นทางการ คาดว่าใช้เวลาประมาณ 2 ปี โดยในระยะสั้น 6 เดือนนั้น คาดว่าจะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อเศรษฐกิจไทย







