
สังคมผู้สูงอายุ....รอการเหลียวแลจากรัฐอย่างเป็นระบบ
จากสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สายลมแห่งการพัฒนาได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างครัวเรือนไทยให้กลายเป็นครัวเรือนเดี่ยวขนาดเล็กและมีสมาชิกน้อยรุ่นลง ครัวเรือนจำนวนมากอยู่กันเพียงสามีและภรรยา ครัวเรือนผู้สูงอายุต้องอยู่กันลำพังมากขึ้น
ทำให้การแสดงความรักความห่วงใยลดลง โอกาสใกล้ชิดกับคนในครอบครัวลดลง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ขาดผู้ดูแลเอาใจใส่ รวมทั้งขาดความสุขในการใช้ชีวิตบั้นปลายกับลูกหลานและญาติพี่น้อง
จากหนังสือ
“ด้วยรักและกตัญญู สู่ระบบการดูแลผู้สูงอายุที่ยั่งยืน” โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ระบุว่า มีผู้สูงอายุ 60% ได้รับการเอาใจใส่จากสมาชิกในครอบครัวได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ท่ามกลางบุตรหลาน เครือญาติ หรือมีผู้ดูแลผู้สูงอายุวัยอายุ 80 ปีขึ้นไป และผู้สูงอายุพิการกว่า 80% ได้รับการดูแลและช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวัน โดยคนในครอบครัวซึ่งเกือบครึ่งดูแลโดยลูก
แต่สัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังก็เพิ่มมากขึ้นจาก 3.6% ในปี 2537 เป็น 7.6% ในปี 2550 ผู้สูงอายุที่อยู่กับคู่สมรสลำพังมี 11.6% ในปี 2537 เพิ่มเป็น 16.3% ในปี 2550 ขณะที่แนวโน้มที่น่ากังวลคือ สัดส่วนของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่กับลูกลดลงตามลำดับ จาก 73.6% ในปี 2537 เหลือ 65.7% ในปี 2545 และ 60.2% ในปี 2550
สิ่งที่น่ากังวล คือ สังคมไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ประชากรวัยสูงอายุเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ประชากรวัยเด็กเริ่มลดจำนวนลงพอๆ กับประชากรวัยแรงงาน
สาเหตุสำคัญมาจากสภาพสังคม เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้หญิงมีบุตรเฉลี่ยลดจำนวนลงจาก 5.4 คน ในปี 2503 เหลือเพียง 1.85 คน ในปี 2553 ขณะที่อายุเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 71.7 ปีในปัจจุบัน เป็น 76.4 ปี ภายใน 20 ปีข้างหน้า
การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างดังกล่าวทำให้สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุต่อสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ เพิ่มจาก 7% เป็น 11% และจะเพิ่มเป็น 25% ในปี 2573
นั่นหมายความว่าคนไทย 4 คน จะมีคนสูงอายุ 1 คน
คุณยายเจียร ปุ่นบุตร วัย 91 ปี ชาว อ.บางวัว จ.ฉะเชิงเทรา เล่าว่า มีลูก 5 คน ชาย 2 หญิง 3 แต่งงานไปแล้ว 3 คน ตอนนี้ยายอยู่กับลูกสาวคนรองสุดท้อง อายุเกือบ 50 ปี ช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินให้ เพราะยังโสดก็เลยอยู่ด้วยกันมา
“
ยายเป็นโรคกระดูกพรุนตามวัย แต่สุขภาพโดยรวมก็ดี อาการอื่นๆ เล็กๆ น้อยๆ ก็มีบ้าง เช่น ท่อน้ำตาตัน กระดูกคอเสื่อม ไปโรงพยาบาลใกล้บ้านบ้าง อยู่อย่างนี้ก็ไม่เหงา ลูกสาวคนเล็กทำงานที่กรุงเทพฯ ก็มาเยี่ยม ลูกสาวอีกคนที่แต่งงานไปก็พาลูกมาเยี่ยมบ่อย อยากไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน ลูกหลานก็พาไป เขามีเงินให้ทุกเดือน ก็เก็บเอาไว้ทำบุญ ช่วยงานบวช งานศพ” คุณยายวัย 91 ระบุอย่างไรก็ดี หลายคนคงไม่โชคดีอย่างคุณยายเจียร เพราะอีกจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตลำพังในบั้นปลายอย่างเงียบเหงา ขาดลูกหลานดูแล
ด้วยสัดส่วนผู้สูงอายุที่มากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และด้านอื่นๆ ในอนาคต
รัฐบาลจึงต้องวางระบบบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวรองรับ ก่อนที่ปัญหาจะปะทุจนเกินจะเยียวยาแก้ไข ลำพังแจกเงินคนแก่ไม่พอต่อระดับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น







