
เปิดคำฟ้องก่อการร้าย
เมื่อวันที่ 28 ก.พ.20 พ.ค. 2553 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหมดกับพวกที่ยังหลบหนีไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งถึงแก่ความตาย กระทำความผิดกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยที่ 1
–จำเลยที่ 11 ซึ่งเป็นแกนนำ นปช. ได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญนายอภิสิทธิ์ให้ประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ โดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยพวกจำเลยได้ร่วมกันจัดการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหลายหมื่นคนที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน และแยกราชประสงค์ มีการเดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ทั้งสำนักงาน กกต. รัฐสภา กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ และมีการใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชนจำเลยกับพวกยังได้สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธใช้ชื่อกลุ่มนักรบพระเจ้าตาก กลุ่มนักรบโรนิน และกลุ่มนักรบพระองค์ดำ เพื่อก่อการร้าย สร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัว โดยใช้ยานพาหนะเคลื่อนกลุ่มผู้ชุมนุมไปตามถนนในกรุงเทพฯ แบบดาวกระจาย ประมาณ 1 หมื่นคันเศษ เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความเสียหายแก่การคมนาคม ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน เกรงกลัวอันตรายต่อชีวิต
พวกจำเลยและกลุ่มผู้ชุมนุมยังได้ใช้เลือดจำนวนมากไปเทราดที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หน้าพรรคประชาธิปัตย์ และบ้านพักนายกรัฐมนตรี และมีการใช้เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่กองรักษาการณ์ของกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ยิงใส่กองบัญชาการ ศอฉ. มีทหารได้รับบาดเจ็บ ใช้เครื่องยิงจรวดอาร์พีจียิงใส่กระทรวงกลาโหม ขว้างระเบิดใส่กรมบังคับคดี อาคารมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยิงปืนใส่ธนาคารกรุงเทพ ขว้างระเบิดใส่ประตูทางเข้าทำเนียบรัฐบาล และสถานที่ราชการต่างๆ เพื่อบีบบังคับกดดันรัฐบาลให้ทำตามข้อเรียกร้อง
การกระทำของจำเลยกับพวกในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วงรัฐบาลดังกล่าวข้างต้น ไม่เป็นการกระทำโดยใช้สิทธิเสรีภาพตามขอบเขตของรัฐธรรมนูญ เป็นการกีดกั้น กีดขวางการใช้เส้นทางคมนาคม ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เดือดร้อนเสียหายต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตปกติสุขของประชาชน กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จึงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ
วันที่ 7 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ได้อาศัยอำนาจแห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดอื่นๆ ห้ามมิให้ชุมนุมหรือมั่วสุมกันเกิน 5 คน โดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลสั่งให้ยุติการชุมนุมแล้ว แต่จำเลยกับพวกไม่ยุติ มีการนำกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าไปที่ทำการรัฐสภา ทำร้ายร่างกายทหาร และแย่งชิงอาวุธปืนเอ็ม 16 ไป 1 กระบอก บุกรุกไปในสถานีดาวเทียมไทยคม 2 อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี
ต่อมาวันที่ 10 เม.ย. จำเลยกับพวกและผู้ชุมนุมได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติการกดดันผู้ชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และแยกราชประสงค์ โดยใช้กำลังประทุษร้าย และใช้อาวุธปืนสงคราม ระเบิดขว้าง เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่ทหารและประชาชน เป็นเหตุให้ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก หลังจากนั้นมีการลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูงที่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อต้องการให้ไฟฟ้าดับทั่วกรุงเทพฯ
ต่อมาวันที่ 14 เม.ย. จำเลยกับพวกได้ไปรวมตัวชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ปิดการจราจร สร้างเครื่องกีดขวางรอบพื้นที่ชุมนุม โดยดัดแปลงใช้ไม้ไผ่ ไม้ปลายแหลม ยางรถยนต์ปิดกั้นเส้นทางบริเวณแยกต่างๆ มีการยิงระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลม และสาขาอื่นๆ และสถานที่ต่างๆ ไม่น้อยกว่า 50 แห่ง เพื่อสร้างความปั่นป่วนแก่ประชาชนและระบบเศรษฐกิจ
วันที่ 28 เม.ย. จำเลยกับพวกยุยงให้ผู้ชุมนุมไปที่ตลาดไท และได้ใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ทหารที่บริเวณหน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติ และสนามบินดอนเมือง ใช้อาวุธยิงทหารเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 2 นาย มีผู้อื่นบาดเจ็บอีก 16 คน และในต่างจังหวัดได้ทำการปิดถนนตั้งด่านตรวจพาหนะ บังคับให้ขบวนรถไฟที่บรรทุกยุทธภัณฑ์ทางทหารไม่ให้เดินทางต่อ วันที่ 29 เม.ย. จำเลยกับพวกยังได้นำผู้ชุมนุม 200 คน ไปตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อ้างว่ามีทหารแอบซ่อนตัวอยู่ ทำให้แพทย์และพยาบาลไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้
เมื่อวันที่ 1920 พ.ค. รัฐบาลได้ดำเนินการกระชับพื้นที่และกดดันให้จำเลยกับพวกผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่และยุติการชุมนุม แต่จำเลยกับพวกมีการสะสมกำลังพล และมีอาวุธสงครามร้ายแรงต่อสู้ขัดขวาง ใช้ปืนยิงต่อสู้เจ้าพนักงาน และวางเพลิงเผาทรัพย์สินของรัฐและเอกชนทั่วกรุงเทพฯ เผาศาลากลางและสถานที่ราชการต่างจังหวัดหลายแห่ง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดอาวุธปืน กระสุน และวัตถุระเบิดซึ่งเป็นของจำเลยกับพวกได้หลายรายการ
ทั้งนี้ ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ







