กกต.ย้ำม.61ไม่กระทบประชามติ
ประธานกกต.มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่กกต.พื้นที่ภาคกลางให้ปฏิบัติหน้าที่เคร่งครัดคุ้มค่างบประมาณ ย้ำลุ้นบ่ายนี้ชี้ชะตาม.61วรรคสองขัดรธน.หรือไม่ มั่นใจไม่กระทบประชามติ
ประธานกกต.มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่กกต.พื้นที่ภาคกลางให้ปฏิบัติหน้าที่เคร่งครัดคุ้มค่างบประมาณ ย้ำลุ้นบ่ายนี้ชี้ชะตาม.61วรรคสองขัดรธน.หรือไม่ มั่นใจไม่กระทบประชามติ
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โครงการอบรมบุคลากรของสำนักงาน กกต.ในเขตพื้นที่ภาคกลางเพื่อเตรียมการออกเสียงประชามติ โดยมีคณะกรรมการออกเสียงประจำเขตออกเสียง และผู้อำนวยการเขตออกเสียงประจำเขตออกเสียงในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 547 คน เข้าร่วมอบรม
โดยนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า เรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ คือ วันนี้ (29มิ.ย.) เวลา 13.30 น. เป็นเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะลงมติวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 วรรคสอง มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 หรือไม่
ทั้งนี้ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลวันนี้จะไม่กระทบกระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงประชามติ โดยกกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้าต่อไป หากคำวินิจฉัยออกมาว่ามาตราดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ การกระทำที่เคยเกิดขึ้นและมีการแจ้งความ ก็จะไม่ถือเป็นความผิดและต้องรับโทษ ขณะเดียวกันยังมีมาตรา 61 วรรคสาม ที่ยังใช้บังคับอยู่ หากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายก่อความวุ่นวาย หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือใช้อิทธิพลคุกคามยังถือเป็นความผิดตามกฎหมายเหมือนเดิม
“นี้มีเรื่องหนึ่งที่คนที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆต้องเฝ้าระวังคือการแสดงความคิดเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญทางโซเชียลมีเดีย ว่าจะขัด พ.ร.บ.ประชามติหรือไม่ หากเป็นการมุ่งหวังไม่ให้ไปออกเสียง ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ถือว่าผู้นั้นก่อความวุ่นวายให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่หากแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย เขาก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ประชามติ”ประธาน กกต.กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขอให้ตระหนักว่าการออกเสียงประชามติเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง และยังสัมพันธ์กับการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและทิศทางการปฏิรูปประเทศ นอกจากนั้นสถานการณ์ทางการเมือง บริบทแวดล้อมในการทำประชามติครั้งนี้ไม่เหมือนการทำประชามติเมื่อปี 50 โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ นั้น ที่จ้องจับผิดกันอยู่ตลอดเวลา
รวมทั้งมีความพยายามทำให้เกิดเหตุการณ์ที่หมิ่นเหม่ต่อการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หลายรูปแบบ และหลายพื้นที่ ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันในการทำงานทุกคนจะต้องยึดหลักกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และวางตัวเป็นกลาง นอกจากนั้นต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือก แต่งตั้ง รวมทั้งการจัดประชุมฝึกอบรมต่างๆ อย่าเน้นที่ปริมาณ โดยเฉพาะหน่วยออกเสียง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจุดที่เกิดการร้องคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนั้น ที่ผ่านมาสำนักงาน กกต. กกต.เขต คณะอนุกรรมการประจำอำเภอ และหน่วยงานสนับสนุนการเลือกตั้ง ต่างก็ถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทักท้วงและมีการตั้งข้อสังเกตไว้หลายเรื่อง ดังนั้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณครั้งนี้ไปไปดัวยความประหยัด คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด จึงอยากให้ ผอ.กกต.จังหวัดทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกัน







