
ปี 2559 เศรษฐกิจไทยจะฟื้นไหม? (1)
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสฟังการบรรยายเรื่องเศรษฐกิจจาก ดร.กุลกัลยา พระยาราช เศรษฐกรผู้ชำนาญการ จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง (ชมคลิปวิดีโอได้ที่ http://www.csisociety.com/15747070/knowledge)
หลังจากที่ฟังแล้ว ผมมีความรู้สึกว่า เป็นหนึ่งในการบรรยายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยที่ฟังง่ายที่สุด และเข้าใจมากที่สุด เท่าที่ผมเคยฟังมา ผมจึงคิดว่า อยากจะคุยให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจอย่างง่ายๆ โดยผมได้เพิ่มเติมมุมมองของผมลงไปด้วย ดังนี้ครับ
หนึ่ง เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงที่สุดในรอบ 3 ปี
หลังจากปี 2555 ที่มีนโยบายประชานิยมออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจำนำข้าว รถคันแรก หรือค่าแรง 300 บาท/วัน ในปีนั้นทำให้เศรษฐกิจเติบโตสูงถึง 7.2% ทีเดียว แต่ในช่วงปลายปีนั้น มีความพยายามที่จะผ่าน “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ฉบับสุดซอย และก่อให้เกิดปัญหาการเมืองตามมามากมาย
หลังจากปีนั้นมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในแต่ละไตรมาสก็ค่อยๆ ย่อตัวลง และกลับมาดีขึ้นอีกครั้งในไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 ที่ 2.1% ในปี 2558 ประเทศไทยประสบกับปัญหาเศรษฐกิจโลกไม่เติบโต และปัญหาภัยแล้งที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถจะกระเตื้องขึ้นมาได้ ในไตรมาสแรกของปี 2559 ที่เพิ่งผ่านมานี้ เศรษฐกิจไทยก็เริ่มทำสถิติใหม่โดยเติบโตขึ้นมาได้ 3.2% เติบโตสูงที่สุดในรอบ 3 ปี จึงนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้
สอง เศรษฐกิจไทยโตด้วยปัจจัยอะไรบ้าง?
ในปี 2558 เศรษฐกิจไทยโตในอัตรา 2.8% ผมจึงอยากพาคุณผู้อ่านไปดูกันว่า เศรษฐกิจไทยโตด้วยปัจจัยอะไร? โดยดูจากภาพด้านล่างได้เลยครับ
จากกราฟด้านบนจะแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมามีอัตราการเจริญเติบโตอยู่ที่ 2.8% โดยภาคการส่งออกที่เป็นภาคที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยนั้น อัตราการขยายโตยังคงติดลบอยู่ที่ -3.4% และภาคการเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้งและราคาพืชผลตกต่ำก็ได้ทำให้ภาคนี้หดตัวลง โดยอัตราการขยายโตติดลบอยู่ที่ -4.2%
ส่วนภาคที่เข้ามาช่วยเหลือเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาก็คือ ภาครัฐที่พยายามจะผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อจะได้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบจำนวนมากๆ ก็ทำให้เกิดการขยายตัวสูงถึง 7.8% แต่ภาคที่เป็น “พระเอกตัวจริง” ที่มาช่วยการขยายตัวของ GDP ได้อย่างมากก็คือ ภาคการท่องเที่ยว ที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทยสูงถึง 29.8 ล้านคน และทำให้ภาคนี้ขยายตัวสูงที่สุดที่ 14.6%
สาม มองเศรษฐกิจไทยผ่านทางสมการ GDP
คุณผู้อ่านที่เคยเรียนมาทางสายเศรษฐกิจหรือบริหารธุรกิจ คงรู้จักสมการนี้เป็นอย่างดี นั่นคือ GDP = C + I + G + (X-M) ในที่นี้ GDP คือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ C คือรายจ่ายเพื่อบริโภค I คือรายจ่ายเพื่อการลงทุน G คือรายจ่ายภาครัฐ X คือการส่งออก M คือการนำเข้า คุณผู้อ่านลองพิจารณาภาพด้านล่างนี้ดูซักหน่อยครับ
จากภาพจะเห็นได้ว่า การบริโภคภาคเอกชนมีสัดส่วนสูงที่สุดที่ 51% แต่หากพิจารณาในรายละเอียดแล้วจะพบว่า การส่งออกจะมีสัดส่วนใน GDP ของประเทศไทยสูงที่สุดที่ 75% ซึ่งสัดส่วนของการส่งออกมีอิทธิพลอย่างมากเป็นเวลานานมากแล้ว ยามใดก็ตามที่ประเทศใหญ่ๆ อย่าง จีน ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา...มีปัญหาเศรษฐกิจ และลดการนำเข้าลง ก็ทำให้ประเทศไทยพลอยมีปัญหาไปด้วย
ดังนั้น วิธีที่จะแก้ไขให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีเสถียรภาพมากขึ้นก็คือ การลดการพึ่งพาการส่งออก โดยให้กลไกการส่งออกยังคงเป็นธรรมชาติ แต่เริ่มเน้นการบริโภคภาคเอกชนและการบริโภคภาครัฐ ซึ่งในปีนี้...การบริโภคภาคเอกชนยังคงอยู่ในภาวะไม่เต็มสูบ ขณะที่ภาครัฐเองมีการระดมทุนมาสร้างระบบสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
สิ่งที่ต้องรอลุ้นก็คือ หลังจากภาครัฐมีการประกาศลงทุนครั้งใหญ่ดังกล่าวไปแล้ว บรรดางานบิ๊กโปรเจกต์ทั้งหลายจะแล้วเสร็จหรือไม่ ถ้าแล้วเสร็จเร็ว...ประเทศไทยก็คงจะฟื้นได้อย่างต่อเนื่องนับจากนี้
พรุ่งนี้...รออ่าน “2559 เศรษฐกิจไทย...จะฟื้นไหม?” ในตอนจบนะครับ







