posttoday
เบร็กซิตสะท้านโลก หวั่นผลระยะยาวป่วนนาน

เบร็กซิตสะท้านโลก หวั่นผลระยะยาวป่วนนาน

28 มิถุนายน 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับผลการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ ที่สหราชอาณาจักรซึ่งนำโดยอังกฤษ ตัดสินใจออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ไปด้วยคะแนนเสียง 51.9% ต่อ 48.1% และกลายเป็นชนวนความกังวลที่ทำให้ทั่วโลกตื่นตระหนกอยู่ในขณะนี้

เพราะการหย่าร้างที่จบลงแบบไม่สวยครั้งนี้ ทั้งที่หลายฝ่ายโหมเตือนแล้วเตือนอีก อาจจะทำให้แนวโน้มการเจรจาความร่วมมือกันต่อไปหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ต่อในตลาดร่วมยุโรป (Single
Market) การเจรจาความตกลงการค้าและเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ไปจนถึงเรื่องสังคมและการเมือง ออกมาแบบไม่สวยเช่นเดียวกัน และจะทำให้อนาคตยิ่งผันผวนจากการคาดเดาทิศทางไม่ถูกไปด้วย

ทั้งนี้ ต้องย้ำให้เข้าใจก่อนว่า นี่ไม่ใช่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสมัยวาณิชธนกิจ เลห์แมน บราเธอร์ส ล่มสลายในปี 2008 ที่กลายเป็นชนวนวิกฤตการณ์ทางการเงินและลามสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง กลายเป็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกตามมา เพราะปัญหาหลักๆ ในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพียงเรื่องของ “ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”

อีกทั้งการค้า ตลาดเงิน และนโยบายการเงินของอังกฤษ ก็ไม่ได้ใหญ่โตมากพอที่จะส่งผลกระทบทางตรงไปทั่วโลกเหมือนกับสหรัฐ จีน หรือกระทั่งญี่ปุ่น ที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ในอาเซียน แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ปัญหาในยุโรปครั้งนี้ก็ส่งผลกระทบทางอ้อมตามมาหลายอย่างที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไปเช่นกัน

ผลกระทบจากเบร็กซิตที่เห็นได้ชัดที่สุดในขณะนี้ คือความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ได้ประเมินความสูญเสียของตลาดหุ้นทั่วโลกในวันศุกร์ทมิฬที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา หรือวันแรกของการรู้ผลลงประชามติเบร็กซิตว่า มูลค่าตลาดทุนทั่วโลกหายไปมากกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 70.61 ล้านล้านบาท)

นับเป็นการลดลงในรอบ 1 วัน ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเลวร้ายยิ่งกว่าวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส ในปี 2008 ปั่นป่วนกว่าเหตุการณ์วันจันทร์ทมิฬ หรือแบล็กมันเดย์ในปี 1987 และยังเผชิญความผันผวนยืดยาวต่ออีกในสัปดาห์หน้า

ในจำนวนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐสูญเสียมูลค่ามากถึง 8.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 29.3 ล้านล้านบาท) ขณะที่ตลาดทุนประเทศตลาดเกิดใหม่ลดลง 1.28 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.51 ล้านล้านบาท) โดยหุ้นกลุ่มการเงินทั่วโลกทรุดลง 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14.1 ล้านล้านบาท) ส่วนตลาดหุ้นไทยหายไป 1.33 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของตลาดทุนอาจไม่ถือว่าน่าห่วงอะไรมากนัก เพราะเป็นผลกระทบทางจิตวิทยาในระยะสั้น และในตลาดหุ้นนั้นยังเป็นการลงทุนที่ย่อมมีทั้งได้และเสีย อย่างล่าสุดที่ตลาดหุ้นโตเกียว วันที่ 27 มิ.ย. ดัชนีนิกเกอิ 225 ปรับตัวขึ้นมาปิดตลาดบวกได้ถึง 357.19 จุด หรือ 2.39% ขึ้นไปปิดที่ 15,309.21 จุด เนื่องจากมีการช้อนซื้อหุ้นถูกและยังได้รับความเชื่อมั่นจากรัฐบาลที่พร้อมเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียหลายแห่งก็เริ่มทยอยขึ้นมาปิดบวกได้เล็กน้อยเช่นกัน

นอกเหนือจากตลาดหุ้น ปัจจัยกระทบที่มีน้ำหนักในวงกว้างมากกว่าคงหนีไม่พ้นตลาดเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากปัญหาครั้งนี้จะยิ่งฉุดให้ค่าเงินปอนด์และเงินยูโรอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจน ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยไปจนถึงเดือน ต.ค. ที่อังกฤษจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ มาเดินเรื่องให้ชัดเจนทั้งการยื่นมาตรา 50 ในสนธิสัญญาลิสบอน หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นหนังสือหย่าร้างจากอียู และการเจรจาความตกลงทางเศรษฐกิจและการค้าต่างๆ อีกหลายด้านหลังจากนี้

ทว่า จนกว่าจะถึงวันที่มีความชัดเจน ค่าเงินของฝั่งยุโรปยกเว้นเพียงกลุ่มที่ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ฟรังก์สวิส ก็คาดว่าจะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง และดันให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐและเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาแทน ซึ่งจะช่วยให้ค่าเงินของกลุ่มประเทศอื่นๆ ทั้งในเอเชียและอาเซียนอ่อนค่าลง และบรรเทาผลกระทบทางการค้าลงได้ระดับหนึ่ง

หากผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนโลกผันผวนอย่างรุนแรง รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกต่างก็พร้อมที่จะเข้าแทรกแซงทันทีตามที่เคยเปิดเผยมาก่อนหน้านี้แล้วว่า แบงก์ชาติหลายแห่งทั่วโลกมีการประชุมคร่าวๆ เพื่อหาแผนสำรองรับมือความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสวอปเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด หรือในกรณี
เลวร้ายก็อาจมีการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเพิ่มเติม เช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) 

ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลในเรื่องเบร็กซิตจึงอาจไม่ใช่เรื่องระยะสั้นในตลาดทุนที่เป็นข่าวในทุกวันนี้ แต่เป็นผลกระทบในระยะกลางขึ้นไปกับเรื่องที่ยังมองไม่เห็น และไม่มีใครสามารถคาดเดาอะไรได้ชัดเจน

นิวยอร์กไทมส์ ระบุไว้ว่า ในระยะกลางนั้นผลกระทบจะเปลี่ยนจากตลาดเงินตลาดทุนไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงมากขึ้น โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจเอกชน ไม่ว่าจะเป็นเอกชนอังกฤษที่ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือเอกชนต่างชาติทั้งที่มีสำนักงานในอังกฤษอยู่แล้ว หรือมีแผนจะค้าขายลงทุนกับอังกฤษเพิ่มเติม

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานก่อนหน้านี้ว่า เบร็กซิตอาจเพิ่มความยุ่งยากของภาคการเงินอังกฤษในการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินในอียู ดังนั้นธนาคารสหรัฐหลายแห่งจึงเริ่มเตรียมแผนย้ายสำนักงานไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรปแทน เช่น ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี

ขณะที่สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัท (ไอโอดี) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นบริษัทส่วนใหญ่ในทิศทางเดียวกันว่า ภาคธุรกิจที่เป็นสมาชิกของสมาคม 25% จากทั้งหมดกว่า 1,000 แห่ง เตรียมระงับแผนการจ้างงาน ขณะที่ 5% ระบุว่า เตรียมลดพนักงาน นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1 ใน 5 ระบุว่า กำลังพิจารณาย้ายหน่วยธุรกิจบางหน่วยออกไปนอกอังกฤษ

เพราะการออกจากอียูหมายความว่า อังกฤษอาจจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในฐานะตลาดร่วมยุโรปที่สามารถเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ ทุน และแรงงานได้อย่างเสรีโดยไร้ภาษีและอุปสรรคกีดขวางอีกต่อไป นอกจากนี้ยังไม่รวมความตกลงในด้านอื่นๆ อีก เช่น การใช้น่านฟ้าเสรีร่วมกัน

ผลกระทบในระยะยาวที่หลายฝ่ายกังวลนั้น คือความกังวลต่อข้อตกลงการค้าระหว่างอังกฤษและอียูว่าจะออกมาอย่างไร โดยหลายฝ่ายแม้แต่ฝ่ายของเบร็กซิตเอง ก็ยังคาดหวังว่าอังกฤษจะสามารถเจรจาให้ได้ข้อตกลงการค้าในรูปแบบเดียวกับนอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกอียู แต่ยังสามารถอยู่ในข้อตกลงเขตการค้าเสรีอียูได้

ทว่า ความคาดหวังนี้ก็ไม่สามารถแลกมาได้ง่ายๆ เนื่องจากทางผู้บริหารระดับสูงของอียูหลายคน โดยเฉพาะฝ่ายเยอรมนี ที่มีเสียงดังที่สุดในฐานะเขตเศรษฐกิจเบอร์ 1 ยืนยันเสียงแข็งก่อนหน้านี้ว่าจะไม่เจรจาเรื่องตลาดร่วมหากอังกฤษออกจากอียู เพื่อปิดช่องไม่ให้มีใครคิดเลียนแบบตามมาอีก แต่ที่สุดแล้วแม้ว่าจะมีการเจรจากันจริง อังกฤษเองก็จะต้องยอมรับในเงื่อนไขการเปิดเสรีแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ฝ่ายเบร็กซิตต้องการออกจากอียู

ดังนั้น การเจรจาความตกลงการค้าหลังการหย่าร้างครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่สามารถคาดเดาอนาคตหลังจากนี้ได้ และจึงเป็นสิ่งที่น่ากังวลตามมา เพราะจะส่งผลต่อการค้าภายในยุโรป และกระทบเป็นลูกโซ่ตามมายังการค้ากับประเทศอื่นๆ ตามมา ทั้งในแง่ของการค้าขายกันโดยตรงและในแง่ของการต้องมาเจรจาความตกลงกันใหม่

อย่างไรก็ดี การคาดเดาไม่ได้ในระยะยาวนี้ ก็ไม่ได้หมายความไปในทางลบโดยสิ้นเชิงหากมีการเตรียมตัวรองรับ เช่นกรณีของเกาหลีใต้ที่ประกาศแผนบีเตรียมเจรจาการค้าใหม่กับอังกฤษได้ทันที ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมตัวที่พร้อมและสามารถเริ่มได้เร็วก่อนใคร ขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่งก็อาจดำเนินมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติม หรือยื้อการผ่อนคลายทางการเงินออกไปจากเดิมอีก หากเบร็กซิตสร้างความปั่นป่วนกว่าที่คาด

ทว่า ที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผลด้านบวกหรือด้านลบที่มีทั้งคนได้และคนเสีย เบร็กซิตย่อมทำให้เศรษฐกิจโลกอยู่ในบรรยากาศแห่งความผันผวนไปอีกนานเป็นปี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท