
การเมืองขูดรีด, อำนาจไม่จำกัด และประชาธิปไตยโลกสวย?
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการการเมือง
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการการเมือง
สถิติผู้อพยพ ผู้ขอลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นภายในประเทศมีความขัดแย้งและสงครามทั่วโลก ประจำปี 2558 สูงมากถึง 65.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.8 ล้านคน จากปี 2557 และนับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขผู้ลี้ภัยโลกพุ่งทะลุ 60 ล้านคน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกมา
ตัวเลขนี้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ เปิดเผยรายงานประจำปี เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 20 มิ.ย.ของทุกปี
เมื่อดูในรายละเอียดยิ่งน่าหดหู่ ในปี 2558 มีผู้พลัดถิ่นจากความขัดแย้งหรือการประหัตประหารรายใหม่ 12.4 ล้านคน หรือเท่ากับว่าทุกนาทีที่ผ่านไปมีคนต้องหลบหนีออกจากบ้านด้วยสาเหตุนี้ถึง 24 คน และในปีเดียวกันผู้ลี้ภัยทั่วโลกกว่าครึ่งเป็นเด็ก และราว 1 แสนคน เดินทางโดยลำพัง หรือพลัดพรากจากพ่อแม่
ปัจจุบันตุรกีคือประเทศที่รับผู้ลี้ภัยมากที่สุดในโลก 2.5 ล้านคน ตามด้วยปากีสถานและเลบานอน ชาวปาเลสไตน์คือผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่สุด ที่จำนวนกว่า 5 ล้านคน จำนวนนี้รวมถึงชาวปาเลสไตน์ที่หลบหนีการก่อตั้งอิสราเอล ในปี 2491 และลูกหลานของพวกเขา รองลงไปคือซีเรีย มีผู้ลี้ภัย 4.9 ล้านคน ตามด้วยอัฟกานิสถาน 2.7 ล้านคน และโซมาเลีย 1.1 ล้านคน
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลพวงจากสงครามความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด และมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไป ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งที่ชาวอังกฤษลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ก็เพราะไม่พอใจต่อปัญหาผู้อพยพเข้าเมืองที่นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น
สภาวะตกทุกข์ได้ยากของพลเมืองโลกจำนวนมหาศาล ใช่หรือไม่ว่าเป็นผลพวงจากการพัฒนาภายใต้ลัทธิทุนนิยมไร้พรมแดน ซึ่งนับวันยิ่งบั่นทอนความสงบสุขของมวลมนุษยชาติมากยิ่งขึ้น
มีการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า โลกปั่นป่วนและยุ่งเหยิงก็เพราะการเติบโตของอำนาจนิยมภายใต้สถาบันการเมืองแบบขูดรีด ซึ่งสวนทางความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ Why Nations Fail หรือ “กู้วิกฤตชาติ บทเรียนสะเทือนโลก” เขียนถึงสถาบันการเมืองแบบขูดรีด การใช้อำนาจไม่จำกัด และทฤษฎีภาวะสมัยใหม่ไว้น่าสนใจว่า ท้ายที่สุดปัจจัยเหล่านี้คืออุปสรรคขัดขวางการพัฒนาแบบเปิดกว้าง หรือทิศทางการพัฒนาในฝัน
ในปี 1989 มีคนเชื่อว่าการประท้วงในจัตุรัสเทียนอันเหมินจะทำให้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ของจีนเปิดมากขึ้น หรือกระทั่งล่มสลายไป แต่จนถึงวันนี้พรรคคอมมิวนิสต์ควบคุมสื่อ รวมถึงอินเทอร์เน็ตในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ฉันทามติวอชิงตัน เน้นความสำคัญของตลาดและการปฏิรูปสถาบันในรูปแบบต่างๆ เพื่อเปิดฉากให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายส่วนของโลกที่ด้อยพัฒนากว่า แต่การเติบโตแบบนี้เป็นเหตุผลเสริมให้ผู้นำในสถาบันขูดรีดกุมอำนาจมากยิ่งขึ้น รวมทั้งทำให้การขูดรีดของพวกเขากลายเป็นสิ่งชอบธรรมด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยขัดขวางเศรษฐกิจแบบเปิดกว้าง
อย่างไรก็ตาม มีทฤษฎีภาวะทันสมัยของ มัวร์ มาร์ติน ลิพเซ็ท เชื่อว่า ทุกสังคมเติบโตขึ้นเพื่อมุ่งสู่ความเป็นสมัยใหม่ พัฒนาแล้ว และศิวิไลซ์ โดยเฉพาะมุ่งสู่ประชาธิปไตย ซึ่งจะเรียกว่าเป็นมุมมองแบบโลกสวยก็ว่าได้
สาวกทฤษฎีนี้เชื่อว่า สถาบันเปิดกว้างจะปรากฏขึ้นเองเช่นเดียวกับประชาธิปไตย เป็นผลพลอยได้ของกระบวนการเติบโต หรือกล่าวในทำนองว่า ต่อให้ประชาธิปไตยกับสถาบันการเมืองเปิดกว้างจะเป็นคนละอย่างกัน แค่จัดการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ ก็น่าจะทำให้สถาบันการเมืองเปิดกว้างขึ้นมาได้เอง
ทฤษฎีนี้มองว่า ช่วงหกสิบปีที่ผ่านมาประเทศส่วนใหญ่หรือกระทั่งหลายประเทศที่มีสถาบันขูดรีดก็เติบโตขึ้นบ้างและส่วนใหญ่แรงงานก็ได้รับการศึกษามากขึ้น ดังนั้นเมื่อรายได้และระดับการ
ศึกษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งดีๆ อย่างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่มั่นคงก็น่าจะตามมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่กระนั้นในความเป็นจริงซึ่งรับรู้ได้ กลับมีความย้อนแย้ง กล่าวคือ ในขณะที่ชาติที่สถาบันเปิดกว้างได้เติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชาติที่ปกครองแบบผู้นำมีอำนาจไม่จำกัด ซึ่งโตเร็วกว่าในช่วงหกสิบหรือร้อยปีที่ผ่านมา กลับไม่ได้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีภาวะทันสมัยของลิพเซ็ทแทบจะสิ้นเชิง
หากกล่าวให้ถึงที่สุด มหาอำนาจโลกอย่างอเมริกาต่างหากที่มีส่วนอย่างมีนัยสำคัญต่อปริมาณผู้อพยพทะลักโลก ในฐานะผู้กระหายสงคราม สนับสนุนการทำสงคราม และใช้อำนาจอย่างไร้ขีดจำกัด
ภายใต้แนวนโยบายมุ่งสร้างความมั่งคั่ง เป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจที่รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลจีนก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า เพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจ เรา (ชาวจีน) จำเป็นต้องเสียสละสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นก่อนแล้ว เช่น กาบอง รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย และเวเนซุเอลา ที่เอาทรัพยากรธรรมชาติในประเทศมาขายแลกการพัฒนา
เมื่อย่อโลก แล้วมองบ้านเมืองเรา เกิดคำถามว่า ความยินดีต่ออำนาจไม่จำกัดว่าจะเอื้อให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย และคงจะมีความสงบสุขในวันหน้า จะลวงเราลงหุบเหวให้หลงทางไปอีกนานหรือไม่
ผู้นำประเทศกล่าวถึง Thailand Sustainable และการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ในขณะที่บันทึกประวัติศาสตร์การเมืองเตือนเราว่า กองทัพไม่ใช่ปัจจัยความสำเร็จการบริหารบ้านเมือง ซึ่งก็ชวนให้นึกถึงถ้อยคำของไมเคิล มัวร์ ในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Where to Invade Next ที่สะท้อนความล้มเหลวของอเมริกา มัวร์บอกว่ายังมีปัญหาอีกมากที่กองทัพไม่สามารถแก้ได้
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เลอะเลือน จึงกำลังชี้นำให้ประเทศก้าวสู่กับดักการพัฒนาแบบเดิมๆ ดังที่จีนกำลังเผชิญ และหลายชาติตกอยู่ในภาวะระส่ำ
ใช่หรือไม่ว่าเรากำลังนำพลเมืองไปเผชิญชะตากรรมในแบบเดียวกันนั้น







