posttoday
ยุโรปวุ่นมีผลต่อหุ้นไทยมากขึ้น

ยุโรปวุ่นมีผลต่อหุ้นไทยมากขึ้น

28 มิถุนายน 2559

ภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ปัจจุบันเริ่มให้น้ำหนักเรื่องการที่สหราชอาณาจักรถอนออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) มากขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ให้น้ำหนักเรื่องนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เนื่องจากเบร็กซิตอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจทำให้เฟดมีการเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ย จากเดิมที่หลายคนคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง อาจจะเลื่อนออกไปเป็นปีหน้าแทน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยได้ เพราะมีผลให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่

ภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ปัจจุบันเริ่มให้น้ำหนักเรื่องการที่สหราชอาณาจักรถอนออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) มากขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ให้น้ำหนักเรื่องนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เนื่องจากเบร็กซิตอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจทำให้เฟดมีการเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ย จากเดิมที่หลายคนคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง อาจจะเลื่อนออกไปเป็นปีหน้าแทน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยได้ เพราะมีผลให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่

นอกจากนั้น ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ปรับลดลง จะทำให้เม็ดเงินต่างชาติเข้ามาตลาดหุ้นมากขึ้น เพราะปกติจะวิ่งไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ประกอบกับตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินต่างชาติที่ถือครองหุ้นไทยลดลงมาตลอด จนปัจจุบันถือครองหุ้นไทยผ่านทางไทยเอ็นวีดีอาร์และโฮลดิ้งรวมกันประมาณ 30% ซึ่งโอกาสที่จะออกไปกว่านี้แล้วน่าจะน้อยมาก

“เบร็กซิตที่เกิดขึ้นน่าจะส่งผลกระทบต่อการค้ายุโรปและอังกฤษมากกว่า เพราะอังกฤษมีผลการค้ากับสหภาพยุโรป (อียู) ประมาณ 50% เพราะอังกฤษจะเสียสิทธิประโยชน์ด้านภาษีการส่งออก-นำเข้า แต่ขณะเดียวกันจะได้ประโยชน์เรื่องเงินภาษีที่ต้องจ่ายให้กับสหภาพยุโรปปีละ 1.6 หมื่นล้านปอนด์/ปี ซึ่งจะใช้เงินในส่วนนั้นนำไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ รวมถึงผู้อพยพซึ่งหากยังอยู่ในสหภาพยุโรปอังกฤษต้องแบกรับภาระผู้อพยพประมาณ 4 แสนคน ขณะที่สหรัฐกับยุโรปยังมีการทำการค้าร่วมกัน 17% ซึ่งถือว่ามีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจกันมาก โดยจะเห็นได้จากตอนที่เกิดวิกฤตซับไพรม์ หุ้นสหรัฐปรับลง 50% ขณะที่หุ้นยุโรปลง 20% ส่วนผลกระทบกับไทยถือว่าน้อย เพราะมีผลทางการค้า 10%” ภรณี กล่าว 

อย่างไรก็ดี หุ้นไทยที่อาจได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของค่าเงินยูโรที่มีการอ่อนค่าลง อย่างหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ส่วนหุ้นที่ได้รับประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด คือ บริษัท การบินไทย (THAI) เพราะปัจจุบันมีหนี้ที่เป็นสกุลเงินยุโรปถึง 40% แต่ปัจจุบันราคาเริ่มสูงแล้ว ดังนั้นนักลงทุนต้องพิจารณาราคาเหมาะสมด้วย ส่วน บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) จะได้รับประโยชน์จากกรณีการเข้าซื้อบิ๊กซีเพราะมีการกู้เงินเป็นสกุลยูโรคิดเป็น 50% ของมูลค่า 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งความผันผวนของค่าเงินยูโรที่อ่อนลง จะทำให้มูลค่าหนี้ในรูปแบบเงินบาทลดลง ส่วนหุ้นกลุ่มน้ำมันยังรอจังหวะปรับตัวลงกว่านี้ได้ ตอนนี้อาจได้รับผลกระทบระยะสั้น

หลังจากนี้จะเห็นหุ้นไทยเคลื่อนไหวกรอบแคบในทิศทางลง ให้แนวรับที่ 1,380 จุด และแนวต้านที่ 1,450 จุด เพราะเป็นระดับพี/อีที่ 16 เท่า และเทียบกับระดับพี/อีระดับปัจจุบัน ซึ่งถือว่าหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับขึ้นได้น้อยมาก ดังนั้นการแนะนำลงทุน ควรเลือกแบบรายตัวที่มีกระแสเงินสดสูง ค่าเบต้าต่ำ ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) และปันผลสูง เช่น หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค อย่างหุ้นโรงไฟฟ้า หุ้นเกี่ยวกับน้ำดิบ โดยยังให้หุ้นอยู่ในระดับที่ 40% และทองคำ 10% ของพอร์ต ส่วนที่เหลือกระจายในตราสารหนี้และตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพราะจะได้รับความผันผวนจากเบร็กซิตน้อย

ไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมฯ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ เชื่อว่า อียูจะต้องมีความข้นในการเจรจากับอังกฤษในช่วงระยะเวลา 2 ปีนี้ เพื่อไม่ให้ประเทศอื่นจะออกจากอียูอีก ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 28 ประเทศ และมีประเทศที่ใช้เงินสกุลเดียวกันในยูโรทั้งหมด 19 ประเทศ

สำหรับหุ้นไทยยังคงมีความผันผวนอยู่ ยกเว้นหุ้นกลุ่มน้ำมันจากค่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐมีการแข็งค่า และความกังวลต่อนักท่องเที่ยวยุโรปที่อาจจะลดลง ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นยังไปได้ เพราะขึ้นอยู่กับพื้นฐานของเศรษฐกิจภายในประเทศ หุ้นที่พอลงทุนได้ คือ หุ้นกลุ่มสื่อสารบางตัวเพราะราคาปรับตัวและจ่ายปันผลสูง

เกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการสมาคมฯ และกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยคือด้านการค้า โดยการส่งออกของไทยไปยังยุโรปคิดเป็นประมาณ 10% แต่อาจเป็นพวกสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์ขนาดเล็ก ส่วนภาคการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวยุโรปที่มาในไทย 19% เป็นอันดับ 2 รองจากจีน แต่หากคิดเป็นเชิงมูลค่าการใช้จ่ายสูงถึง 28% เป็นอันดับ 1 อีกทั้งด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ไทยมีสัดส่วนในเรื่องนี้ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นอาจไม่มีผลเด่นชัด

“สิ่งที่จะขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทย ควรมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจ กรณีของเบร็กซิตไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังการลงประชามติกระทบหุ้นไทยน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่น ขณะเดียวกันในช่วง 3-6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวได้ดีกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค”

ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,424.31จุด เพิ่มขึ้น 11.12 จุด หรือ 0.79% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 44,796.22 ล้านบาท แรงซื้อมาจากสถาบันในประเทศเพียงกลุ่มเดียว ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 200 บาท ราคาทองแท่งรับซื้ออยู่ที่ 22,050 บาท ขายออก 22,150 บาท

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 35.25-35.40 บาท/เหรียญสหรัฐ ก่อนจะปิดตลาดที่ 35.35 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็นการเคลื่อนไหวที่มีเสถียรภาพ และเป็นกรอบที่แคบกว่าช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเงินบาทมีระดับอ่อนค่ามากสุดของวันที่ 35.53 บาท/เหรียญสหรัฐ และแข็งค่ามากสุดของวันที่ 35.10 บาท/เหรียญสหรัฐ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท